-๑-


คำนำ

พุทธศาสนามีหลักคำสอนเรื่องการปฏิบัติ เพื่อช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์นี้ทางด้านจิตใจ แต่คำสอนของพุทธศาสนาที่ได้บันทึกเป็นตำราเอาไว้นั้นมีมากมาย จนทำให้คนทั่วไปศึกษาไม่ไหว  ดังนั้นจึงได้เกิดหนังสือ ธรรมะกำมือเดียว เล่มนี้ขึ้นมา ซึ่งหนังสือนี้จะสรุปหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าทั้งหมดเอาไว้ให้เหลือสั้นที่สุด เพื่อให้คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือที่มีเนื้อหามากๆจะได้ใช้เป็นคู่มือ ในการเริ่มต้นศึกษาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เกิดความรู้และความเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วน และจะได้นำคำสอนของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตของตนเอง และเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายต่อไป และถ้าใครเห็นว่าหนังสือนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ และสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายของโลก ก็ขอให้ช่วยกันเผยแพร่ต่อไปด้วยใจบริสุทธิ์ เพื่อช่วยให้โลกมีสันติภาพอย่างยั่งยืนต่อไป 

เตชปัญโญ ภิกขุ

อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี

๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔

***********************************

ธรรมะคืออะไร?

คำว่า ธรรมะ นี้ ความหมายโดยสรุปก็หมายถึง คำสอนของพระพุทธเจ้า ทีนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า โดยสรุปแล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไร? ซึ่งคำตอบก็คือ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อความไม่มีทุกข์ (หรือความพ้นทุกข์ หรือการดับทุกข์) ที่นี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า ทำไมพระพุทธเจ้าถึงได้สอนเรื่องการดับทุกข์?

 ความทุกข์คืออะไร? ความทุกข์ก็คือ ความรู้สึกที่ทนได้ยาก (หรือทนได้ลำบาก หรือทรมาน) ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่น่ายินดี (หรือไม่น่าพอใจ) โดยความทุกข์ที่ไม่น่ายินดีมากที่สุด (หรือน่ากลัวมากที่สุด) สำหรับมนุษย์ทุกคนก็คือ ความทุกข์จากความความตาย และความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รัก ที่ทำให้เกิดความเศร้าโศก หรือความเสียใจอย่างสุดซึ้ง จนทำให้เกิดการร้องไห้ การคร่ำครวญ  หรือความคับแค้นใจ ซึ่งเราก็ต้องมาสังเกตดูจากชีวิตของเราเอง ว่า เวลาที่เรากำลังเป็นทุกข์นั้น มันรู้สึกอย่างไร

ความทุกข์คือปัญหาใหญ่หลวงที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน

ความทุกข์คือปัญหาใหญ่หลวงที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน ดังนั้นความทุกข์จึงเป็นปัญหาสำคัญหรือเร่งด่วนที่สุด ที่เราจะต้องรีบเร่งศึกษาให้รู้จักมันให้ถูกต้อง ว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา? และปฏิบัติอย่างไรความทุกข์จึงจะไม่เกิดขึ้นมาได้อีก? เพื่อที่เราจะได้นำความรู้นั้นมาปฏิบัติ เพื่อทำให้ความทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่ (คือเดี๋ยวนี้) ให้มันระงับหรือดับหายไป (ชั่วคราว) และเพื่อป้องกันความทุกข์ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้นมาได้อีกอย่างถาวร (คือตลอดชีวิต)

จุดแรกในการศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าก็คือ เราต้องเอาเรื่องความทุกข์นี้มาพิจารณาให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องก่อนว่า ความทุกข์เป็นปัญหาใหญ่หลวงที่สุด ที่เราจะต้องรีบเร่งศึกษา เพื่อให้เกิดความรู้ที่ถูกต้อง (คือเกิดปัญญา) ว่าความทุกข์เกิดมาจากอะไร? และจะดับมันได้อย่างไร? เพื่อที่เราจะได้นำความรู้นั้นมาปฏิบัติ เพื่อทำให้ความทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่ในขณะนี้ ให้ระงับหรือดับหายไป (ชั่วคราว) และหาทางป้องกันความทุกข์ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเราอย่างถาวร (หรือตลอดชีวิต)

เรากลัวทุกข์หรือเปล่า?

ตามธรรมชาติของมนุษย์โดยทั่วไปนั้น จะมีความโง่เขลา (คือไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่เห็นแจ้งชีวิต) อยู่แล้วเป็นธรรมดาทุกคน ซึ่งความโง่เขลานี้เอง ที่ทำให้มนุษย์ที่แม้จะกำลังจมอยู่ในความทุกข์ (คือกำลังเศร้าโศกหรือเสียใจ)  แต่ก็ไม่เห็นทุกข์ (คือไม่รู้ความจริงว่าความทุกข์คืออะไร? เกิดมาจากอะไร? และจะดับมันได้อย่างไร?) ส่วนคนที่ยังไม่มีความทุกข์ และกำลังมีความสุขอยู่ ก็ไม่กลัวความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า (คือความทุกข์จากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก เป็นต้น) ดังนั้นจึงทำให้มนุษย์โดยทั่วไป ไม่สนใจมาศึกษาเรื่องการดับทุกข์ จะมีก็เพียงบางคนที่มีการศึกษา (หรือมีปัญญามากพอ) และเป็นคนที่สนใจศึกษาชีวิตและธรรมชาติ (คือสนใจใคร่รู้) ที่สนใจศึกษาธรรมะเรื่องการดับทุกข์ 

ดังนั้นจุดแรกในการเริ่มต้นศึกษาเรื่องการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้าก็คือ เราต้องเกิดความกลัวความทุกข์ก่อน (คือไม่อยากมีความทุกข์อีกต่อไปแล้ว) เมื่อเราเกิดความกลัวความทุกข์แล้ว เราจึงจะสนใจศึกษาเรื่องการดับทุกข์ ซึ่งการที่จะทำให้เราหรือใครๆเกิดความกลัวความทุกข์ได้นั้นก็มีอยู่ ๒ วิธี คือ

ถ้าเรากำลังประสบกับความทุกข์อยู่  เราก็นำเอาความทุกข์ (คือความเศร้าโศกหรือเสียใจ) นั้นมาพิจารณาให้มาก จนเกิดความเบื่อหน่ายในความทุกข์และสาเหตุของความทุกข์ (สาเหตุของความทุกข์ก็คือกิเลสที่ไปลุ่มหลงหรือพอใจในความสุขของโลก) ก็จะทำให้เราเกิดความเบื่อหน่าย (คือเกิดความรู้สึกกลัวอย่างจริงจัง) ความทุกข์ขึ้นมาได้ หรือถ้าขณะนี้เรายังมีความสุขอยู่และไม่มีความทุกข์ เราก็ต้องพยายามไม่ลุ่มหลงความสุขให้มากจนเกินไป แล้วหันมาตั้งใจ (คือใช้สมาธิ) พิจารณาชีวิตตามความเป็นจริง เพื่อให้เห็นความจริงว่า ความสุขที่เรากำลังลุ่มลงติดใจอยู่นี้ มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง คือไม่นานมันก็ต้องผ่านเลยไปหรือหายไป และในอนาคตหรือวันข้างหน้า ชีวิตของเราก็ต้องพบกับความแก่ เจ็บ ตาย และความพลัดพลัดพราก เป็นต้น ที่ทำให้เราต้องประสบกับความเศร้าโศกหรือความเสียใจ ที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง    ซึ่งเมื่อเราตั้งใจพิจารณาอย่างนี้อยู่เสมอๆ ก็จะทำให้จิตใต้สำนึกของเราตื่นจากความโง่เขลา แล้วเกิดความกลัวความทุกข์ที่รออยู่ในอนาคตได้ แล้วก็จะทำให้เราสนใจศึกษาและปฏิบัติธรรมะ เพื่อดับทุกข์ที่พระพุทธเจ้าสอนได้

ธรรมะ ๒ ระดับ

ธรรมะหรือคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีมากมาย แต่ก็สรุปได้ ๒ ระดับ คือ ระดับศีลธรรม กับระดับปรมัตถธรรม ซึ่งคำสอนระดับศีลธรรมนั้นเป็นคำสอนเรื่องการใช้ชีวิตให้มีความปกติสุข และไม่มีความเดือดร้อน ซึ่งคำสอนระดับศีลธรรมนี้ จะเอาไว้สอนคนทั่วๆไป เช่น ชาวบ้านหรือเด็ก ที่ยังไม่มีความรู้ทางวิชาการทางโลกที่จำเป็น (คือความรู้ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน) ซึ่งคำสอนระดับศีลธรรมนี้ก็สรุปอยู่ที่ การสอนให้ละความชั่ว แล้วทำแต่ความดี ซึ่งก็ได้แก่คำสอนเรื่องการละเว้นอบายมุข สิ่งเสพติด และสิ่งฟุ่มเฟือย รวมทั้งสอนให้ช่วยเหลือผู้อื่น สอนให้รักษาศีล ให้ทาน ให้อภัย และสอนให้กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ รวมทั้งสอนให้ขยัน อดทน เสียสละ เป็นต้น ซึ่งคำสอนระดับศีลธรรมนี้ พระพุทธเจ้าจะไม่เน้นสอน เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่สุด แล้วก็มีผู้สอนกันอยู่ทั่วไปแล้ว พระพุทธเจ้าจะเน้นสอนเฉพาะเรื่องที่จำเป็นที่สุด หรือสำคัญที่สุด หรือมีประโยชน์ที่สุดสำหรับมนุษย์เท่านั้น

ส่วนคำสอนระดับปรมัตถธรรมนั้น เป็นคำสอนระดับสูง ซึ่งเป็นคำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้จิตใจของเราในปัจจุบัน หลุดพ้นจากความทุกข์ หรือไม่มีความทุกข์ (ที่เรียกว่านิพพาน) ซึ่งคำสอนระดับปรมัตถธรรมนี้ เป็นคำสอนที่เอาไว้สอนคนที่มีความรู้ทางวิชาการทางโลกสูงๆ เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา หรือนักคิดนักเขียน หรือคนที่ที่ไม่เชื่ออะไรงมงาย หรือคนที่สนใจเรื่องการดับทุกข์ เป็นต้น ซึ่งคำสอนเรื่องการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้านี้ก็ได้แก่เรื่อง อริยสัจ ๔ โดยคำสอนเรื่องอริยสัจ ๔ นี่เอง ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด ที่เราจะต้องรีบศึกษาให้เกิดความเข้าใจให้ถูกต้อง เมื่อเข้าใจแล้วเราจะได้นำมาปฏิบัติ เพื่อให้ความทุกข์ของชีวิตลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไปอย่างถาวร

อริยสัจ ๔ ความจริงอันประเสริฐ

อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ซึ่งคำสอนเรื่องอริยสัจทั้ง ๔ นี้ก็ได้แก่ 

๑. ทุกข์ คือความจริงเรื่องความทุกข์ของจิตใจมนุษย์ทุกคน

๒. สมุทัย คือความจริงเรื่องของเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์

๓. นิโรธ คือความจริงเรื่องความไม่มีทุกข์ (หรือนิพพาน)

๔. มรรค หรือ อริยมรรค  คือความจริงเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความไม่มีทุกข์

คำสอนของอริยสัจ ๔ นี้ สรุปแล้วเป็นคำสอนให้เราเข้าใจถึงระบบการทำงานของจิตใจเราว่า ในขณะที่จิตใจของเรากำลังเกิดความทุกข์อยู่นั้น มันมีอะไรเป็นเหตุมาทำให้ความทุกข์นั้นเกิดขึ้น และยังสอนว่าขณะที่จิตของเรากำลังไม่มีความทุกข์อยู่นั้นมันรู้สึกอย่างไร รวมทั้งสอนว่าเราจะต้องปฏิบัติอย่างไร จึงจะทำให้จิตของเราไม่มีความทุกข์ ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร (คือตลอดชีวิต)

คำสอนเรื่องอริยสัจ ๔ นี้ เราจะต้องศึกษาเรื่องความทุกข์ให้เข้าใจก่อน แล้วจึงมาศึกษาเรื่องสาเหตุของความทุกข์ แล้วจึงมาศึกษาเรื่องความไม่มีทุกข์ และมาศึกษาเรื่องวิธีการดับทุกข์เป็นเรื่องสุดท้าย ซึ่งคำสอนของอริยสัจ ๔ นี้มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร หรือนับถือศาสนาอะไรก็ตาม ถ้าสามารถศึกษาจนเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว ก็สามารถนำเอาหลักอริยสัจ ๔ นี้ไปปฏิบัติด้วยตนเองได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร

สรุปได้ว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องการการดับทุกข์ (หรือเพื่อความไม่มีทุกข์ หรือเพื่อความพ้นทุกข์) ที่นี้ก็อยู่ที่ว่าเราต้องการ (คือมีความอยากด้วยปัญญา) จะพ้นทุกข์กันบ้างหรือเปล่า? ซึ่งผู้คนส่วนมากจะไม่สนใจเรื่องความพ้นทุกข์ เพราะจิตใต้สำนึกของเขาจะมีความรู้สึกว่า เขาก็มีความสุขอยู่แล้ว ไม่เห็นมีความทุกข์เลย หรือบางคนก็เข้าใจว่า ถ้าความทุกข์เกิดขึ้น เขาก็ทนได้ หรือไม่กลัว (คือคิดว่าช่างมัน หรือไม่เป็นไร) ซึ่งเรื่องนี้เราไปบังคับเขาไม่ได้ ก็ต้องปล่อยเขาไป แต่ก็ยังมีบางคน (หรือส่วนน้อยมาก) ที่มีปัญญา คือมีความคิด ที่มองชีวิตออก คือเห็นว่า ชีวิตนั้นมีความสุขเพียงเล็กน้อย แต่มีความทุกข์มากมายรออยู่ในวันข้างหน้า ดังนั้นเขาจึงได้สนใจศึกษาเรื่องความพ้นทุกข์ แล้วมาศึกษาหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า ที่นี้ก็จะเกิดคำถามว่า แล้วเราล่ะเป็นคนส่วนมากที่ไม่สนใจเรื่องความพ้นทุกข์ หรือเป็นคนส่วนน้อยที่สนใจเรื่องความพ้นทุกข์?      

สรุปคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าไว้ในประโยคเดียว

ได้เคยมีผู้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดนั้น สามารถสรุปให้เหลือสั้นที่สุดได้ว่าอย่างไร? ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบว่า คำสอนทั้งหมดของพระองค์นั้น สามารถสรุปให้เหลือสั้นที่สุดได้ว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรที่จะเข้าไปผูกพัน” หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ “ไม่ควรเข้าไปผูกพันหรือยึดติดกับสิ่งใด”

คำว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง หมายถึง ทุกสิ่งที่เราสามารถสัมผัสหรือรับรู้ได้ ซึ่งคำว่าทุกสิ่งนี้ก็หมายถึง ทุกสิ่งไม่เว้นสิ่งใดเลย คือทั้งร่างกายและจิตใจของเรา รวมทั้งสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง สามีหรือภรรยา ลูก ญาติ เพื่อน คนรู้จัก หรือวัตถุสิ่งของ ทรัพย์สมบัติ และชื่อเสียงเกียรติยศ เป็นต้น อีกด้วย

ส่วนคำว่า ความผูกพัน ก็หมายถึง อาการของจิตที่ เข้าไปยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยความรักหรือความพอใจ (ความรักหรือความพอใจก็คือกิเลส) ซึ่งความผูกพันนี้มันเป็น อาการของจิตใต้สำนึก (หรือเรียกง่ายๆว่ามันเป็นนิสัยหรือสันดาน ที่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก) ที่เราควบคุมไม่ได้ คือมันจะเกิดอาการต่างๆ (เช่น รัก หรือชอบ หรือพอใจ หรือโกรธ เกลียด กลัว หรือไม่พอใจ เป็นต้น) ไปตามความเคยชินที่มันได้สั่งสมเอาไว้ อย่างเช่น เมื่อเราเกิดรักใครเข้าแล้ว เราก็จะหยุดรักคนนั้นไม่ได้ หรือเรียกว่าเป็นความลุ่มหลง หรือความติดใจ หรือลืมไม่ลง ทั้งๆที่รู้ว่า ถ้ารักแล้วมันจะทำให้เกิดความทุกข์ หรือแม้จะทำให้ต้องตายก็ตาม เป็นต้น

ถ้าเราพิจารณาให้ดีเราก็จะเข้าใจได้ว่า ความผูกพันนี้นับว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง แต่เราก็ไม่ค่อยจะกลัวกัน เพราะมันมีความสุขที่แสนเอร็ดอร่อย มาล่าลวงให้รักหรือพอใจ ซึ่งนี่เองที่ทำให้มนุษย์ทั้งหลาย ต้องประสบกับความทุกข์ (คือความเศร้าโศกหรือความเสียใจ ความคับแค้นใจ หรือความเศร้าตรม) กันอยู่เสมอๆในชีวิต ไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้ ทั้งๆที่อยากจะหลุดพ้นกันสักเพียงใดก็ตาม เพราะมาติดใจในความสุข ที่เป็นกับดักที่ธรรมชาติเอามาล่อลวงให้เราหลงติดกันอยู่นี่เอง ซึ่งเรื่องนี้เราจะต้องเอามาพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน จึงจะเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง ถ้าไม่นำเอามาคิดก็จะไม่เข้าใจ

ทุกข์เพราะห่วง กับ ทุกข์เพราะพลัดพราก

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงสอนว่า “ไม่ควรเข้าไปผูกพันกับสิ่งใด” ซึ่งคำตอบก็คือ เมื่อเราเริ่มรักหรือพอใจกับสิ่งใด จิตใต้สำนึกของเราก็จะเริ่มเกิดความผูกพันกับสิ่งนั้นทันที ยิ่งเรารักมากและรักนาน ความผูกพันก็จะยิ่งมากขึ้น เหมือนกับว่าสิ่งนั้นเป็นตัวเราหรือเป็นของเราจริงๆเลยทีเดียว

เมื่อเกิดความผูกพัน ความทุกข์ใจก็จะเกิดขึ้นมาทันที คือเมื่อเรารักสิ่งใด เราก็จะเกิดความกังวลใจหรือความห่วงใย หรือความกลัวว่า สิ่งที่เรารักนั้นจะมีความทุกข์ หรือไม่มีความสุข รวมทั้งกลัวว่า สิ่งที่เรารักนั้นจะจากเราไป ซึ่งความกังวลใจหรือความห่วงใยนี้เอง ที่ทำให้จิตของเราเกิดความรู้สึกไม่สบาย หรือหนักใจ เหนื่อยใจ หรือเครียด เป็นต้นอยู่เสมอ ซึ่งนี่ก็คืออาการของความทุกข์ใจขั้นพื้นฐาน ที่แม้มันจะไม่รุนแรง แต่มันก็ตามครอบงำจิตใจของเราอยู่ตลอดเวลา ที่เรายังมีความผูกพันอยู่

นอกจากความทุกข์ใจขั้นพื้นฐานนี้แล้ว ความผูกพันก็ยังสร้างความทุกข์ใจที่รุนแรงให้แก่เราอีก เพราะทุกสิ่งที่เราเข้าไปผูกพันด้วยนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงอยู่แล้วตามธรรมชาติ (ที่เรียกว่าเป็นอนิจจัง) คือไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่เราไปผูกพันด้วยนั้น มันก็ต้องพลัดพรากจากเราไป และเมื่อสิ่งที่เราผูกพันด้วยนั้น เกิดการพลัดพรากจากเราไป ก็แน่นอนว่าจิตใจของเราก็จะเกิดความเศร้าโศก หรือเสียใจอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็คืออาการของความทุกข์ที่รุนแรง ที่แม้มันจะไม่เกิดบ่อยๆในชีวิตประจำวันของเรา แต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็จะทำให้จิตใจของเราเป็นทุกข์อย่างรุนแรง (ที่เรียกว่า ความเศร้าโศกหรือความเสียใจ)

ต้องรู้ว่าพุทธศาสนามีธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าไม่ยอมรับคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่สอนว่า “เทพเจ้า (หรือพระเจ้า) คือสิ่งสูงสุด หรือสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด ที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา รักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ และทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา” เพราะเท่ากับคำสอนนี้สอนว่า ความทุกข์ของคนเรานี้ เกิดมาจากสิ่งภายนอก คือจากการดลบันดาลของเทพเจ้า ดังนั้นวิธีที่จะพ้นทุกข์ของศาสนาพราหมณ์ จึงต้องแก้ที่สิ่งภายนอก หรือต้องอ้อนวอนให้เทพเจ้ามาช่วยให้พ้นทุกข์ ซึ่งนี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ตังนั้นพระพุทธเจ้าจึงไม่ยอมรับ

ส่วนสิ่งที่พระพุทธเจ้ายอมรับว่าเป็นสิ่งสูงสุด (หรือสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด) ในโลกและในจักรวาลนั้นก็คือ เหตุและผลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ที่เราทุกคนสามารถรับรู้หรือสัมผัสได้จริงในปัจจุบัน เช่น เมื่อจิตของเราเกิดความรักหรือความพอใจ (ที่เรียกว่ากิเลสหรือตัณหา) จิตของเราก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที หรือเมื่อจิตของเราไม่มีกิเลส มันก็ไม่เกิดความทุกข์ หรือเมื่อเราทำความดี จิตใจก็จะเกิดความสุขใจ อิ่มใจ หรือเมื่อเราทำความชั่ว จิตใจของเราก็จะเร่าร้อน หรือรู้สึกไม่สบาย เป็นต้น

สรุปว่า พระพุทธเจ้าจะยอมรับ สิ่งที่เราสามารถรับรู้หรือสัมผัสได้จริงในปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งนี่ก็แสดงว่า พระพุทธเจ้ายอมรับธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด ที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา รักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ และทำลายสิ่งต่างไปเมื่อถึงเวลา ซึ่งนี่ก็คือสิ่งสูงสุดของพุทธศาสนา ที่แม้พระพุทธเจ้าก็ยังเคารพ ที่เทียบได้กับพระเจ้า ที่เป็นสิ่งสูงสุดของศาสนาที่นับถือพระเจ้า (หรือเทพเจ้า) ทั้งหลาย ซึ่งนี่คือเรื่องสำคัญที่ชาวพุทธจะต้องรู้จักให้ถูกต้อง เพื่อที่จะได้ศึกษาอริยสัจ ๔ ขอพระพุทธเจ้าได้เข้าใจ ถ้าเรายังไปหลงเชื่อว่า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยดลบันดาลให้เราพ้นทุกข์ได้ เราก็จะศึกษาหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าไม่เข้าใจ เพราะไม่ใช้ปัญญาแก้ปัญหา แต่ไปเอาความเชื่อมาแก้ปัญหา

สิ่งที่รักทำให้เกิดความทุกข์

 ปกติเราก็จะเข้าใจว่า ความทุกข์เกิดมาจากการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก อย่างเช่น เรามักจะเข้าใจว่า การที่คนที่เรารักจากเราไปนั้น คือเหตุทำให้เราเป็นทุกข์ เป็นต้น คือเราไปเข้าใจว่าเหตุมาจากสิ่งภายนอก ดังนั้นเราจึงแก้ปัญหาด้วยการพยายามทำให้คนที่เรารักนั้นมาอยู่กับราตลอดไป ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีใครมาอยู่กับเราได้ตลอดไป คือจะทำได้ก็เพียงชั่วคราวและยังทำได้ด้วยความยากลำบากอีกด้วย ดังนั้นวิธีนี้จึงแก้ปัญหาไม่ได้อย่างแท้จริง คือไม่ทำให้เราพ้นจากกความทุกข์จากความพลัดพรากได้จริง

ส่วนวิธีแก้ปัญหาเรื่องความทุกข์จากการพลัดพรากนี้ พระพุทธเจ้าได้สอนว่า “อย่ามีสิ่งอันเป็นที่รักเลย เพราะการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก มันเป็นความทุกข์” คือต้นเหตุของความทุกข์มันอยู่ที่จิตใจของเรา ที่ไปหลงรักหรือพอใจกับสิ่งภายนอก (เช่น คนรัก หรือพ่อ แม่ ลูก เพื่อน ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นต้น) ดังนั้นวิธีแก้ไขที่ถูกต้องก็คือ ต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือที่ความรักหรือความพอใจ (คือกิเลสหรือตัณหา) โดยการอย่ามีความรักหรือความพอใจ กับสิ่งภายนอกเหล่านี้ เมื่อไม่มีความรักหรือความพอใจ แม้สิ่งภายนอกทั้งหลายจะพลัดพรากจากเราไป จิตของเราก็จะไม่เป็นทุกข์

สรุปได้ว่า พระพุทธเจ้าสอนว่า ความรักหรือความพอใจ (หรือกิเลสตัณหา) นั้นคือสาเหตุให้เกิดความทุกข์ คือเมื่อใดที่จิตของเรามีความรักหรือความพอใจต่อสิ่งใด จิตของเราก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที แต่ถ้าเมื่อใดที่จิตของเราไม่มีความรักหรือความพอใจต่อสิ่งใดๆ จิตของเราก็จะไม่เป็นทุกข์ ซึ่งหลักการนี้คนทั่วๆไปก็เข้าได้ แต่ว่าทำไม่ได้ เพราะมันฝืนกับกิเลสที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราทุกคน แต่พระพุทธเจ้าสอนว่า เราทุกคนสามารถทำได้ โดยใช้ปัญญา ศีล และสมาธิมาทำงานร่วมกัน ก็จะสามารถทำให้ความทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่ระงับหรือดับหายไปได้ชั่วคราว รมทั้งยังสามารถป้องกันไม่ให้ความทุกข์ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้นอีกอย่างถาวรหรือตลอดชีวิตก็ได้   

นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้

โดย นิพพาน แปลว่า เย็น ซึ่งก็หมายถึง ความสงบเย็นของจิต คือเมื่อจิตไม่มีความทุกข์ใดๆ มันก็จะกลับคืนสู่สภาวะเดิมของมัน คือเป็นจิตที่ สงบ (คือนิ่ง) เย็น (คือไม่เร่าร้อน) ปลอดโปร่ง (สดชื่น) แจ่มใส (ไม่ขุ่นมัว) เบา (ไม่หนัก) สบาย (คือไม่ทรมาน)   ซึ่งวิธีการปฏิบัติเพื่อให้จิตนิพพานหรือไม่มีความทุกข์นั้น ก็คือการปฏิบัติตามหลักของมรรคของอริยสัจ ๔ ที่สามารถทำให้นิพพานปรากฏกับจิตของเราได้ ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร (ถาวรก็คือตลอดชีวิต)

ที่สำคัญเราต้องเข้าใจว่า นิพพานไม่ใช่ความสุข คือความสุขมันเป็นความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ เมื่อจิตของเราเกิดความพึงพอใจในความสุข ก็แสดงว่าจิตของเราได้เกิดกิเลสขึ้นมาแล้ว เมื่อจิตของเราเกิดกิเส มันก็จะเกิดความเร่าร้อน กระวนกระวายใจ หรือหนักเหนื่อยใจ ไม่สบายใจ ที่เรียกว่าเป็นความทุกข์ซ่อนเร้นขึ้นมาทันที ซึ่งเมื่อจิตยังมีความทุกข์ซ่อนเร้น มันก็ไม่สงบเย็นหรือไม่นิพพานอย่างแท้จริง

นิพพานนี้ก็มีทั้ง นิพพานขั้นต้น และ นิพพานสูงสุด ซึ่งนิพพานขั้นต้นนั้น ก็คือความสงบเย็นขั้นต้น ที่เราก็มีกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ขณะที่จิตของเรายังไม่เกิดกิเลส (แต่ยังมีนิวรณ์หรือความคิดที่ฟุ้งซ่านครอบงำจิตอยู่) หรือที่เราเรียกกันว่าเป็นความอุ่นใจ หรือเบาใจ ที่เกิดมาจากการที่เราไม่ทำความผิดหรือชั่ว (คือมีศีล) มาก่อน รวมทั้งเกิดจาการที่เรามีความมั่นคงในชีวิตแล้ว โดยนิพพานขั้นต้นนี้มันก็เกิดขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้ได้รับการพักผ่อน ถ้าไม่มีนิพพานขั้นต้นนี้มาหล่อเลี้ยงจิตใจเอาไว้ เราคงเป็นบ้าตายกันไปหมดแล้ว เพราะมีกิเลสแผดเผาจิตใจอยู่ตลอดเวลา ส่วน นิพพานสูงสุด นั้นเป็นความสงบเย็นอย่างสูงสุด เมื่อจิตของเราไม่มีกิเลสและนิวรณ์ครอบงำ  ซึ่งนิพพานสูงสุดนี้ก็เกิดขึ้น จากการที่จิตของเรามีสมาธิจากการปฏิบัติ (คือแม้ยังไม่มีปัญญาก็ปฏิบัติให้เกิดสมาธิได้) จนทำให้กิเลสและนิวรณ์ระงับหรือดับหายไปได้ ซึ่งนิพพานสูงสุดนี้เราก็ต้องพิสูจน์ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ด้วยการฝึกจิตของเราให้มีสมาธิ เราก็จะพบนิพพานสูงสุดนี้ได้ทันทีด้วยจิตของเราเอง โดยไม่ต้องเชื่อจากใครๆ

นิพพานทั้งสองอย่างนี้ ยังมีทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร คือเมื่อจิตของเราไม่มีกิเลสแต่ยังมีนิวรณ์ มันก็นิพพานขั้นต้นได้ หรือถ้าจิตไม่มีทั้งกิเลสและนิวรณ์ มันก็นิพพานสูงสุด แต่ถ้าจิตใต้สำนึกของเรายังมีความเคยชินของกิเลสและนิวรณ์อยู่ ดังนั้นเมื่อใดที่กิเลสยังไม่เกิด แต่มีนิวรณ์เกิดขึ้น ก็จะทำให้นิพพานขั้นต้นยังพอจะมีอยู่ ส่วนนิพพานสูงสุดจะหายไป แต่ถ้าทั้งกิเลสเกิดขึ้นมา ก็จะทำให้ทั้งนิพพานขั้นต้นและนิพพานสูงสุดหายไปหมดในขณะนั้น

จนกว่าเราจะปฏิบัติตามหลักของมรรค ได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ (เรื่องเวลานี้เอาแน่นอนไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติว่าจะมีปัญญาและความเพียรมากน้อยเพียงใด คือถ้ามีปัญญาและความเพียรมาก ก็อาจใช้เวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือน แต่ถ้ามีปัญญาและความเพียรน้อยก็อาจใช้เวลาหลายปี) จนทำให้ความเคยชินของกิเลสและนิวรณ์ ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา หมดความเคยชินไปอย่างถาวร ก็จะทำให้จิตของเราไม่กลับมาเกิดความทุกข์ใดๆอีกอย่างถาวร (คือตลอดชีวิต) ซึ่งก็จะทำให้จิตของเรานิพพานอย่างสูงสุดและถาวรได้ ซึ่งนิพพานสูงสุดและถาวรนี้ คือจุดหมายสูงสุดของพุทธศาสนา

เมื่อจิตของเราบรรลุถึงจุดหมายสูงสุดนี้แล้ว ก็เป็นอันว่าจบหลักสูตรของพุทธศาสนาแล้ว และเมื่อจบหลักสูตรแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องศึกษาและปฏิบัติอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะไม่มีอะไรที่จะเป็นประโยชน์ไปกว่าการที่จิตของเราไม่มีความทุกข์ใดๆอีกต่อไปแล้ว ซึ่งชีวิตของผู้ที่นิพพานแล้วนี้ ก็มีหน้าที่ช่วยสั่งสอนผู้อื่น ให้ได้มีดวงตาที่สว่าง (คือเกิดปัญญา) เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์ ตามที่พระพุทธเจ้าได้ปฏิบัติมาแล้ว 

ศีลคือความปกติของจิต

องค์ประกอบที่สำคัญของมรรคอย่างหนึ่งก็คือ ศีล ซึ่งคำว่า ศีล แปลว่า ปกติ คือหมายถึง จิตที่ปกติ ซึ่งถ้าจิตของเราไม่ปกติ มันก็จะดิ้นรน เร่าร้อน กระวนกระวาย หรือวิตกกังวล หรือหวาดกลัว หรือเบื่อหน่าย หรือเหงา หรือเครียด หรือเศร้าตรม เป็นต้น ซึ่งความไม่ปกตินี้ก็เกิดมาจากกิเลหยาบๆ พวกความโลภ (ความอยากได้มากเกินพอดี) ความโกรธ (ความอยากทำร้ายผู้อื่น หรืออยากทำลายสิ่งของ) และความกลัว ( เช่น กลัวคนหรือสัตว์มาทำร้าย หรือกลัวสิ่งลึกลับที่เราเชื่อว่ามีอยู่จริงมาทำร้าย เป็นต้น) โดยการที่เราเกิดความโลภ ความโกรธ และความกลัวนี้เอง ที่เป็นเหตุทำให้เรากระทำความผิด ทั้งในทางกฎหมายและศีลธรรม เมื่อเราทำความผิด จึงได้ทำให้จิตของเราไม่ปกติ เมื่อจิตไม่ปกติ จึงเรียกว่าจิตไม่มีศีล

ศีลหรือความปกติของจิตนี้ มีความสำคัญมาก เพราะศีลจะเป็นพื้นฐานให้จิตเกิดสมาธิได้ง่าย เมื่อจิตมีสมาธิ สมาธิก็จะเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญาอีกที จึงจะทำให้มรรคเกิดขึ้น ถ้าไม่มีศีลก็จะทำให้สมาธิและปัญญาไม่เกิดขึ้น แล้วก็ทำให้มรรคไม่เกิดขึ้น ดังนั้นการมีศีลจึงเป็นสิ่งจำเป็นเท่าๆกับสมาธิและปัญญา ในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความหลุดพ้นจากความทุกข์ (ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร) ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า 

ส่วนวิธีการทำให้จิตของเรามีศีล หรือมีความปกตินั้นก็สรุปอยู่ที่ การมีเจตนาที่จะไม่ล่วงละเมิดชีวิต ทรัพย์สิน และกามารมณ์ (สิ่งที่น่ารักน่าใคร่) ของผู้อื่น รวมทั้งตั้งใจที่จะไม่พูดโกหก คำหยาบ คำส่อเสียด และเพ้อเจ้อ ซึ่งนี่ก็คือศีลตามหลักของอริยมรรค ที่สรุปอยู่ที่การเป็นคนดีมีศีลธรรม หรือเป็นคนที่ระวังกายและวาจา ให้เรียบร้อยหรืองดงามอยู่เสมอในสังคม ที่เราทุกคนแม้เป็นผู้ครองเรือนก็สามารถปฏิบัติได้ โดยไม่ต้องละทิ้งบ้านเรือนหรือทรัพย์สมบัติแล้วออกบวช เหมือนพระภิกษุหรือนักบวชทั่วๆไป ที่ปรารถนาความพ้นทุกข์อย่างสูงสุด คือเราทุกคนก็สามารถปฏิบัติได้แม้ยังครองเรือนอยู่ และได้รับผลตามการปฏิบัติของเรา ที่แม้จะยังไม่ได้รับผลถึงขั้นสูงสุดก็ตาม ซึ่งก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลย ที่เมื่อเกิดความทุกข์ เขาก็จะเกิดความทุกข์อย่างรุนแรงหรือเต็มที่ ส่วนเราที่มีการปฏิบัติอยู่บ้าง เมื่อเกิดความทุกข์ ก็จะเกิดไม่อย่างรุนแรง เหมือนคนที่ไม่ได้ศึกษาและปฏิบัติเลย ซึ่งนี่คือประโยชน์ขึ้นต้นจากการศึกษาและปฏิบัติตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า 

สมาธิ คือ จิตที่ตั้งมั่นอยู่เสมอ

สมาธิ แปลว่า ตั้งมั่นอยู่เสมอ คือเป็นอาการของจิตที่ตั้งใจ หรือจดจ่อ หรือจับ หรือเพ่ง อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ตลอดเวลาได้นานๆ ซึ่งสมาธินี้มี ๒ ประเภท คือ สมาธิผิด  กับ สมาธิถูก

โดยสมาธิผิดก็คือ สมาธิที่จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยกิเลสตลอดเวลา ซึ่งผลของสมาธิผิดนี้ก็คือจะมีความทุกข์ หรือความเร่าร้อนใจ ไปตามอำนาจของสิ่งที่กำลังเพ่งอยู่ เช่น ถ้าเพ่งอยู่ในเรื่องกามารมณ์ จิตก็จะเร่าร้อนทรมานอยู่ด้วยความอยากได้ในกามารมณ์นั้นให้มากยิ่งๆขึ้นไป หรือถ้าเพ่งอยู่ด้วยความโกรธ ก็จะทำให้จิตเกิดความเร่าร้อนหรือคับแค้นใจ เป็นต้น

ส่วนสมาธิถูกก็คือ สมาธิที่จดจ่อหรือตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วทำให้กิเลสระงับหรือดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) เช่น การเพ่งอยู่ที่การหายใจของร่างกายเราเอง หรือการตั้งใจอ่านหนังสือเรียน หรือการที่นักเรียนตั้งใจฟังสิ่งที่ครูสอน หรือการที่ครูตั้งใจสอน หรือการตั้งใจทำงานที่สุจริต หรือการที่นักวิยาศาสตร์ตั้งใจคิดค้นสิ่งที่ดีงาม เป็นต้น โดยสมาธิถูกนี้จะมีลักษณะ ๓ ประการ คือ

๑. บริสุทธิ์ คือไม่มีกิเลสหรือนิวรณ์ครอบงำ

๒. ตั้งมั่น คือเข้มแข็ง ไม่มีอะไรมายั่วยวนให้หวั่นไหวได้ (คือไม่ทำให้เกิดกิเลส)

๓. อ่อนโยน คือ ควบคุมได้ง่าย มีความสุขุมรอบครอบ และมีความจำดี

ผลของสมาธินี้ก็คือ ทำให้จิตมีความสุขสงบ, มีสติตลอดเวลา, และเมื่อจิตไม่มีกิเลสใดๆครอบงำ จึงทำให้ความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราหายไปด้วย เมื่อจิตไม่มีความยึดถือ จึงทำให้จิตไม่มีความทุกข์ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ก็จะทำให้จิตสงบเย็นได้อย่างสูงสุด (หมายเหตุ ต่อไปถ้าพบคำว่า สมาธิ ในหนังสือนี้ ก็ขอให้เข้าใจว่าหมายถึง สมาธิถูก)

เมื่อจิตมีสมาธิ ก็สามารถพิจารณาถึงความจริงของธรรมชาติให้เข้าใจได้ เพราะจิตจะมีความสุขุมรอบครอบ จึงสามารถเข้าใจถึงเรื่องการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับหายไปของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายได้ รวมทั้งยอมรับเหตุผลที่สมเหตุสมผล และยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับจิต ที่จิตรับรู้ได้จริงโดยไม่บิดพลิ้ว ซึ่งนี่ก็คือผลจากการมีสมาธิที่ช่วยให้เกิดปัญญาได้ ถ้าไม่มีสมาธิก็จะไม่มีสามารถพิจารณาโดยใช้เหตุใช้ผล ให้เกิดปัญญาที่เป็นความเข้าใจได้

ต้องรู้จักกิเลสและนิวรณ์ก่อน

กิเลส แปลว่า สิ่งสกปรก หรือ สิ่งทำให้จิตสกปรก ซึ่งเป็นอาการของจิต ๓ ลักษณะ คือ

๑. พอใจ หรือ ยินดี คือเป็นอาการที่เราเรียกว่า ความรัก ความชอบ (หรืออยากได้ อยากมี อยากเป็น) เป็นต้น ซึ่งเป็นกิเลสประเภทบวก ที่ดึงเข้ามาหาตัว

๒. ไม่พอใจ หรือ ยินร้าย คือเป็นอาการที่เราเรียกว่า ความโกรธ เกลียด กลัว (หรือไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น) ซึ่งเป็นกิเลสประเภทลบที่ผลักออกจากตัว
          ๓. ลังเลใจ หรือ ไม่แน่ใจ คือเป็นอาการที่ตัดสินใจไม่ได้ หรืองง เซ่อ ซึ่งจัดเป็นกิเลสประเภทกลางๆ

กิเลสประเภทความพอใจและไม่พอใจนั้น บางทีก็เรียกว่า ตัณหา ที่หมายถึง ความอยากด้วยกิเลส ซึ่งตัณหานี้เองที่จัดเป็นต้นเหตุของความทุกข์ที่แท้จริง (ความลังเลใจยังไม่ทำให้เกิดความทุกข์ที่รุนแรง) ส่วน นิวรณ์ หมายถึง สิ่งปิดกั้นจิต คือหมายถึงสิ่งเกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเรา แล้วทำให้จิตของเราไม่เกิดสมาธิ หรือทำให้สมาธิที่เกิดขึ้นมาแล้วหายไป ซึ่งอาการของนิวรณ์นั้นแยกได้ ๕ อาการ อันได้แก่

๑.  ความพึงพอใจเล็กๆน้อยๆในเรื่องกามารมณ์

๒. ความคิดอาฆาตพยาบาท

๓. ความคิดฟุ้งซ่าน หรือความตื่นเต้น ที่น่ารำคาญใจ

๔. ความหดหู่เซื่องซึม หรือมึนชา

๕. ความคิดลังเลสงสัยในสิ่งที่เชื่อถืออยู่ ว่ามีจริงหรือไม่ หรือถูกต้องหรือไม่

          กิเลสนั้นเมื่อมันเกิดขึ้นกับจิตของเรา มันก็จะทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์อย่างรุนแรง แต่กิเลสนี้มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับจิตของเราอยู่ตลอดเวลา คือมันจะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งภายนอกที่รุนแรงมากระตุ้นเท่านั้น (เช่น เมื่อเราได้ยินเสียงที่มีคนมาด่าเรา หรือเมื่อรู้ว่าคนที่เรารักได้จากไป หรือเมื่อรู้ว่าเราจะต้องตาย เป็นต้น) ซึ่งปกติในชีวิตประจำวันของเรา มันก็ไม่ค่อยจะมีสิ่งภายนอกที่รุนแรงมากระตุ้นอยู่แล้ว ดังนั้นจิตของเราจึงไม่ค่อยจะมีความทุกข์ที่รุนแรงอยู่แล้ว

แต่ในช่วงเวลาที่กิเลสยังไม่เกิดกับจิตของเรานั้น ถ้าจิตของเราไม่มีศีล สมาธิ และปัญญา มันก็จะมีกิเลสอ่อนๆที่เรียกว่านิวรณ์ เกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนิวรณ์แต่ละตัวนี้ เมื่อมันเกิดขึ้นกับจิตของเราแล้ว มันก็จะทำให้จิตของเราขุ่นมัว ไม่สงบ ไม่ปกติ และที่สำคัญคือ มันทำให้จิตของเราไม่มีสมาธิ เมื่อจิตไม่มีสมาธิ จึงทำให้ปัญญาไม่เกิด เมื่อสมาธิและปัญญาไม่เกิด นิพพานหรือความสงบเย็นอย่างสูงสุดจึงไม่เกิดขึ้น เพราะมันมีความฟุ้งซ่านรำคาญใจ จากอาการของนิวรณ์มารบกวนจิตอยู่ตลอดเวลา

กิเลสนั้นเปรียบเหมือนแตนหรือต่อ ที่มาต่อยที่ร่างกายของเรา แล้วทำให้ร่างกายของเราเกิดความเจ็บปวด ส่วนนิวรณ์นั้นเปรียบเหมือนแมลงวันหรือแมลงหวี่ ที่แม้จะไม่มาต่อยร่างกายของเราให้เจ็บปวด แต่มันก็มาตอมหูตอมตาของเรา ให้ได้รับความรำคาญอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นนิวรณ์นี้จึงจัดเป็นสิ่งเลวร้าย ที่มาทำให้จิตของเราไม่สงบเย็นหรือนิพพานอย่างสูงสุด จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องมาฝึกฝนจิตของเราให้เป็นสมาธิ เพื่อที่จะได้กำจัดนิวรณ์ให้หมดสิ้นไปจากจิตของเรา ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร เพื่อที่จิตของเราจะได้นิพพานอย่างสูงสุด ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวรต่อไป     

วิธีฝึกสมาธิอย่างง่ายๆ

ตามปกติเราก็พอจะมีสมาธิกันอยู่บ้างแล้ว เพียงแต่จะไม่มากพอเท่านั้น อย่างเช่น เวลาเราตั้งใจฟังครูสอน หรือตั้งใจอ่านหนังสือ เราก็จะมีสมาธิขึ้นมาแล้วโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่ก็คือสมาธิที่จำเป็นสำหรับนำมาใช้คู่กับปัญญาในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ซึ่งวิธีการฝึกให้จิตมีสมาธินั้นก็สามารถทำได้ทั้งอย่างไม่เป็นระบบและเป็นระบบ โดยการฝึกอย่างไม่เป็นระบบนั้น ก็ทำได้โดยมีการตั้งใจหรือกำหนดรู้ในการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ในการพูด, และคิดของเราเอง หรือในการทำกิจวัตรประจำวันของเราก็ได้ หรือจะฝึกอย่างเป็นระบบโดยกำหนดการหายใจของร่างกายเราก็ได้

วิธีการฝึกสมาธิอย่างเป็นระบบที่ทำได้ง่ายและเป็นที่นิยมนั้นก็คือ กำหนดการหายใจของร่างกายเราเอง ซึ่งวิธีการฝึกนั้น เราจะใช้อิริยาบถใดก็ได้ คือทั้งการเดิน การยืน การนั่ง และการนอน แต่ถ้าเพิ่งเริ่มต้นฝึกควรใช้อิริยาบถนั่งก่อน เพราะจะทำให้เกิดสมาธิได้ง่ายกว่าอิริยาบถอื่น ถ้าฝึกจนชำนาญแล้วจะใช้อิริยาบถใดก็ได้

ส่วนวิธีการฝึกโดยสรุปนั้นก็คือ ให้เราตั้งใจกำหนดอยู่ที่การหายใจของร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา และพยายามควบคุมให้ลมหายใจเบาและยาวอยู่ตลอดเวลา (ถ้าลมหายใจแรงและสั้นจะทำให้จิตเกิดสมาธิได้ยาก) โดยระวังอย่าคิดถึงสิ่งหรือเรื่องที่จะทำให้เกิดกิเลสทั้งหลายขึ้นมา

ในการกำหนดการหายใจของร่างกายนี้ ขั้นต้นเราอาจจะใช้วิธีการนับการหายใจของเราไปเรื่อยๆ เพื่อให้จิตสงบก็ได้ หรือจะท่องคำสั้นๆในขณะที่เรากำลังหายใจเข้าหรือออกก็ได้ เช่น ไม่มีเรา, ไม่มีใคร, ว่างเปล่า, ผ่านไป, ตายแน่, เกิดดับ, อย่าโง่, อย่าบ้า เป็นต้น เพื่อให้มีสติอยู่ตลอดเวลาก็ได้ หรือใครจะคิดค้นวิธีการฝึกใหม่ๆขึ้นมาเองก็ได้

แต่ถ้าจิตยังไม่สงบ ให้ลองใช้วิธีคิดด้วยสติ (คือตั้งใจคิดให้เป็นคำพูดแล้วก็ตั้งใจฟังด้วย) โดยการตั้งใจคิดช้าๆด้วยประโยคสั้นๆ ในขณะที่กำลังหายใจออก แต่เมื่อหายใจเข้าก็ให้หยุดคิด (หรือจะคิดช่วงเวลาหายใจเข้าก็ได้ เมื่อหายใจออกก็ให้หยุดคิด) ซึ่งการคิดนี้ควรคิดเรื่องที่ทำให้เกิดปัญญาหรือความรู้ที่ดีงาม เช่น เรื่องความไม่เที่ยง เรื่องสภาวะที่ต้องทน เรื่องความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง หรือเรื่องความว่างจากตัวเราและตัวตนของคนอื่น หรือเรื่องการคิดค้นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคม หรือเรื่องการเรียน หรือเรื่องการเตือนตนเอง หรือเรื่องการสอนหลักการดับทุกข์นี้ เป็นต้น ซึ่งการฝึกเช่นนี้จะทำให้จิตเกิดสมาธิได้ง่าย รวมทั้งยังทำให้เกิดปัญญาไปพร้อมๆกันไปด้วย เรียกว่าเป็นการปฏิบัติทั้งสมาธิและปัญญาไปพร้อมๆกัน

เราจะสังเกตได้ว่าจิตของเรามีสมาธิหรือไม่ โดยให้สังเกตได้จาก “การที่จิตของเรามีสติอยู่ตลอดเวลา และจิตจะสงบหรือไม่ฟุ้งซ่านแล้ว (เพราะจิตหยุดดิ้นรนจากอำนาจของกิเลสและนิวรณ์แล้ว) รวมทั้งมีความสุขสงบ และมีปีติหรือความอิ่มเอมใจอยู่ด้วย” ก็แสดงว่าจิตของเรามีสมาธิแล้ว ซึ่งเมื่อจิตไม่มีกิเลสและนิวรณ์ จิตก็จะไม่มีความทุกข์แม้เพียงเล็กน้อย เมื่อจิตไม่มีความทุกข์แม้เพียงเล็กน้อย จิตก็จะสงบเย็น หรือนิพพานได้อย่างสูงสุด

เมื่อจิตสงบเย็นสูงสุด ก็แสดงว่าจิตมีสมาธิแล้วอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนี่คือสมาธิที่จำเป็นในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของเรา ส่วนสมาธิที่สูงไปกว่านี้ ที่เป็นการเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนไม่รับรู้สิ่งอื่นใดเลยนั้นไม่จำเป็น เพราะเพียงเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับนำมาใช้ ในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ (หรือใครจะฝึกสมาธิให้สูงขึ้นกว่านี้ก็ได้ในภายหลัง)

ปัญญาคืออะไร?

คำว่า ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ หรือรู้รอบ คือหมายถึงรู้อย่างครบถ้วน ซึ่งตามหลักพุทธศาสนาแล้ว คำว่าปัญญาจะหมายถึง ความรอบรู้ในเรื่องการดับทุกข์ หรือความรอบรู้ในอริยสัจ ๔ ซึ่งความรู้ที่จะทำให้ความทุกข์ดับลงได้นั้น ก็คือความรู้ที่ทำให้กิเลสอ่อนแรงลง และทำให้ความเคยชินของกิเลสในจิตใต้สำนึกของเราจางคลายลง โดยปัญญาตามหลักพุทธศาสนานั้นมีอยู่ ๓ ระดับ อันได้แก่

๑. ปัญญาขั้นจำได้ คือเป็นการฟังหรืออ่านคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้ามาแล้วจำได้

๒. ปัญญาขั้นเข้าใจ คือเป็นการนำเอาความรู้ที่จำได้นั้นมาคิดพิจารณาหาเหตุผล จนเกิดความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง

๓. ปัญญาขั้นเห็นแจ้ง คือเป็นการนำเอาความเข้าใจนั้นมาทดลองปฏิบัติ จนเกิดความรู้แจ้งหรือเห็นจริงด้วยจิตของเราเองจริงๆ

ปัญญาขั้นจำได้นั้นยังไม่มีผลอะไร ส่วนปัญญาขั้นเข้าใจนั้นยังไม่มีผลมากนัก เพียงทำให้กิเลสอ่อนแรงลงบ้างเท่านั้น จนกว่าเราจะลงมือปฏิบัติจนเกิดผลเป็นความดับลงของความทุกข์จริงๆ (แม้เพียงชั่วคราว) จึงจะเรียกว่าเป็นปัญญาขั้นเห็นแจ้งหรือรู้จริง ซึ่งเป็นปัญญาขั้นสูงสุดของพุทธศาสนา

จิตใต้สำนึก-จิตเต็มสำนึก-จิตเหนือสำนึก

          จิตใต้สำนึก คือจิตส่วนลึกที่เราควบคุมไม่ได้ คือมันจะแสดงอาการของมันออกมาเองตามความเคยชินที่มันได้สั่งสมไว้ หรือที่เราเรียกว่าเป็นนิสัยหรือสันดานของคนเรานี่เอง ส่วนจิตเต็มสำนึกก็คือ จิตปกติของเรานี่เอง คือเป็นจิตที่รู้สึกตัวเต็มที่แล้ว ซึ่งเราสามารถคิดอะไรก็ได้ด้วยความตั้งใจ หรือสั่งให้ร่างกายเคลื่อนไหวและสั่งให้ปากพูดได้ ส่วนจิตเหนือสำนึกก็คือ จิตที่อยู่เหนืออำนาจของจิตใต้สำนึก คือเป็นจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสและนิวรณ์

จิตของเราที่ตื่นแล้วนี้เรียกว่าเป็นจิตเต็มสำนึก เมื่อจิตเต็มสำนึกของเรานี้เกิดอาการของกิเลสและนิวรณ์ตัวใดขึ้นมาแล้วและดับหายไปแล้วก็ตาม มันก็จะทิ้งความเคยชินเอาไว้ให้แก่จิตปกติ ซึ่งความเคยชินนี่เรียกว่าเป็นจิตใต้สำนึก เมื่อมีสิ่งใดมายั่วยวนหรือมากระตุ้น ก็จะทำให้กิเลสและนิวรณ์เกิดขึ้นมาได้อีกอย่างง่ายดายและรวดเร็ว รวมทั้งรุนแรงตามความเคยชินที่มันได้สั่งสมไว้ อย่างเช่น เมื่อมีคนมาด่าเรา เราก็จะเกิดความโกรธขึ้นมาทันทีโดยที่เราไม่สามารถหยุดความโกรธนั้นได้ หรือเมื่อมีเพศตรงข้ามที่น่ารักน่าใคร่มายั่วยวนเรา เราก็จะเกิดความรักหรือความใคร่กับเพศตรงข้ามนั้นขึ้นมาทันที โดยเราไม่สามารถควบคุมจิตไม่ให้เกิดความรักหรือความใคร่ได้ เป็นต้น ซึ่งในขณะที่เรากำลังนอนหลับและฝันอยู่นั้น ก็เกิดมาจากจิตใต้สำนึกของเรามันกำลังทำงาน ซึ่งเราสามารถดูว่าเราเป็นคนดีหรือเลวมากน้อยเพียงใดได้ โดยให้ดูจากความฝันของเรา เพราะในฝันนั้นเราจะทำอะไรๆไปตามความเคยชินที่เราได้เคยทำเอาไว้ อย่างเช่น เมื่อเราเคยทำความดีไว้มากๆ เราก็จะฝันแต่ในเรื่องที่ดีๆ แต่ถ้าเราเคยทำความชั่วเอาไว้มากๆ เราก็จะฝันแต่ในเรื่องที่ชั่ว หรือเมื่อเราหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการเรียนหรือการทำงาน เราก็จะฝันถึงแต่เรื่องการเรียนหรือการทำงานของเรา เป็นต้น

ส่วนจิตเหนือสำนึกนั้น ก็คือจิตที่มีการฝึกฝนหรือปฏิบัติตามหลักของมรรคมาแล้ว จนเป็นจิตที่ไม่มีกิเลสหรือนิวรณ์ครอบงำ หรือเป็นจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสและนิวรณ์แล้ว (ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร) และเป็นจิตที่มีสติปัญญาอย่างสมบูรณ์

   สรุปได้ว่า จิตปกติหรือจิตเต็มสำนึกของเรา จะอยู่ใต้อำนาจของจิตใต้สำนึก ซึ่งจิตใต้สำนึกก็คือความเคยชินที่จิตเต็มสำนึกได้เคยเกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งปกติจิตเต็มสำนึกของเราก็จะมีนิวรณ์ครอบงำจิตอยู่เสมอๆ และมีกิเลสเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ดังนั้นจึงทำให้จิตใต้สำนึกของเรามีแต่นิสัยของกิเลสและนิวรณ์ ไม่มีนิสัยของปัญญาและสมาธิเลย นี่เองที่ทำให้จิตปกติของเราจึงได้เกิดความทุกข์อ่อนๆจากนิวรณ์อยู่เสมอๆ และเกิดความทุกข์ที่รุนแรงจากกิเลสเป็นครั้งคราว จนกว่าเราจะมีการปฏิบัติศีล สมาธิ และปัญญาตามหลักมรรคของอริยสัจ ๔ จนจิตของเราหลุดพ้นจากกิเลสนิวรณ์ (แม้เพียงชั่วคราว) จิตของเราก็จะเป็นจิตที่อยู่เหนืออำนาจของจิตใต้สำนึก (เต็มไปด้วยที่กิเลสและนิวรณ์) และเป็นจิตที่มีสติ ปัญญา และสมาธิอย่างพร้อมมูล รวมทั้งมีนิพพานอยู่ด้วย ซึ่งนี่เรียกว่าเป็นจิตเหนือสำนึก

ความเห็นผิด ๓ ประการ

ธรรมชาติของมนุษย์ทั่วๆไปที่ยังไม่มีปัญญาเห็นแจ้งชีวิตนั้น จะมีความเห็นผิด (หรือความเข้าใจผิด) ๓ ประการอยู่ในจิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว ซึ่งความเป็นผิดทั้ง ๓ ประการนั้นก็ได้แก่

๑. ความเห็นหรือความเข้าใจว่า มีสิ่งที่สามารถตั้งอยู่ได้ตลอดไปชั่วนิรันดร โดยไม่มีวันดับสลายหรือหายไปอย่างเด็ดขาด (หรือที่เรียกว่าเป็นอมตะ) ที่เรียกว่า นิจจัง แปลว่า เที่ยง

๒. ความเห็นหรือความเข้าใจว่า มีสิ่งที่สามารถตั้งอยู่อย่างสุขสบายโดยไม่มีความทุกข์หรือปัญหาใดๆได้ ที่เรียกว่า  สุขัง แปลว่า สุข หรือ สบาย

๓. ความเห็นหรือเข้าใจว่า มีสิ่งที่เป็นตัวตนของมันเอง โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นใดมาปรุงแต่ง (หรือสร้างหรือทำ) ให้มันเกิดขึ้นมา ที่เรียกว่า อัตตา แปลว่า ตัวตนที่แท้จริง

ความเห็นหรือความเข้าใจผิดทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นความรู้ที่ทำให้จิตของเราเกิดกิเลสขึ้นมา รวมทั้งยังทำให้กิเลสเกิดรุนแรงขึ้นอีกด้วย คือเมื่อเราเห็นหรือเข้าใจว่า สิ่งที่เรากำลังสัมผัสอยู่นั้น (เช่น ร่างกายของเรา หรือคู่ครองของเรา หรือคนรัก หรือพ่อ แม่ ลูก เพื่อน ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น)  เป็นตัวตนของมันเอง และมันจะอยู่กับเราตลอดไปอย่างสุขสบาย ซึ่งเมื่อจิตใต้สำนึกของเรา เกิดความเห็นหรือความเข้าใจเช่นนี้ขึ้นมา ก็จะทำให้จิตเต็มสำนึก (คือจิตปกติ) ของเรา เกิดความรักหรือความพอใจ กับสิ่งที่กำลังสัมผัสอยู่นั้นขึ้นมาทันที เพราะจิตใต้สำนึกของเรามันจะเกิดความรู้สึกว่า เมื่อเรารักหรือพอใจกับสิ่งนั้นแล้ว เราก็จะมีแต่ความสุขตลอดไป โดยไม่มีปัญหาหรือความทุกข์ใดๆ

 แต่เมื่อสิ่งที่เรากำลังสัมผัสอยู่นั้น ได้ความพลัดพรากจากเราไป (เช่น ร่างกายของเราแก่ชราลงหรือไม่งดงาม หรือคนที่รักได้จากไป หรือทรัพย์สมบัติได้สูญเสียไป หรือเกียรติยศชื่อเสียงได้หมดสิ้นไป เป็นต้น) ก็จะทำให้จิตของเราเกิดความเศร้าโศกหรือเสียใจ หรือเกิดความทุกข์อย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องกระทำตอนนี้ก็คือ เร่งศึกษาเพื่อทำลายความเห็นผิด ๓ ประการนี้เสียให้หมดไปจากจิตใต้สำนึกของเรา เพื่อที่จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดความทุกข์ใดๆขึ้นมาอีกในวันข้างหน้า เพราะมีความเห็นผิด ๓ ประการนี้ครอบงำจิตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความเห็นผิดนี้เรียกอีกอย่างว่าเป็น อวิชชา ที่แปลว่า ความรู้ผิด หรือความโง่สูงสุดของมนุษย์ ที่ครอบงำจิตของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งความรู้สูงสุดนี้ก็สรุปอยู่ที่ความรู้ว่า จิตใจของเรานี้เป็นอัตตาหรือเป็นตัวตนของเราจริงๆ

ความเห็นถูก ๓ ประการ

 พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนเอาไว้ว่า ธรรมชาตินั้นมีความจริงอยู่ ๓ ประการซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่มีใครจะคัดค้านได้ ถ้าเรามารถศึกษาจนเข้าใจความจริงทั้ง ๓ ประการนั้นได้ถูกต้อง ก็จะทำให้เราเกิด ปัญญา ที่หมายถึง ความรอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้ หรือ วิชชา ที่แปลว่า ความรู้สูงสุด  ความที่ถูกต้องทั้ง ๓ ประการนั้นก็ได้แก่

๑. อนิจจัง คือ ไม่เที่ยง คือเป็นความจริงที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้น มันไม่สามารถตั้งอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป เพราะสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้น มันก็ต้องแตกสลาย (นิยมใช้กับวัตถุ) หรือดับหายไป (นิยมใช้กับจิต) อย่างแน่นอน

๒. ทุกขัง คือ ต้องทน คือเป็นความจริงที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้น เมื่อยังตั้งอยู่ (คือยังไม่แตกหรือดับไป) มันก็ยังต้องทนประคับประคองภาวะความเป็นตัวตนของมันเอาไว้ด้วยความยากลำบาก

๓. อนัตตา คือ ความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง คือเป็นความจริงที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้น มันไม่ใช่อัตตาหรือไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาปรุงแต่ง (หรือสร้างหรือทำ) ให้มันเกิดขึ้นมา

ปัญญาหรือวิชชานี้สรุปแล้วก็คือความรู้ว่า ชีวิต (คือร่างกายกับจิตใจ) ของเรานี้เป็นอนัตตา (คือไม่ใช่ตัวตนของเราจริงๆ) ซึ่งเมื่อชีวิตเป็นอนัตตา มันจึงเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงและต้องทนอยู่อย่างยากลำบาก ซึ่งความจริงเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตานี้ เป็นความจริงที่ตรงข้ามกับความเห็นผิดทั้ง ๓ ประการ ดังนั้นความเข้าใจ (หรือความเห็น) ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาตามที่พระพุทธเจ้าสอนนี้ จึงเป็นความรู้หรือความเข้าใจ ที่จะช่วยทำให้กิเลสอ่อนแรงลง และทำให้ความทุกข์ลดน้อยลงหรือเยาบางลงได้ ดังนั้นถ้าเราปรารถนา (ความปรารถนาก็คือความอยากด้วยปัญญา) ที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ เราก็ต้องมาศึกษาเพื่อให้เกิดปัญญาหรือวิชชา เรื่องความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ของสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลาย ตามที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้   

ปัญญาคือความเห็นที่ถูกต้อง

ความเห็นที่ถูกต้องเรื่องความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาของสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนี้ จัดว่าเป็นความรู้ที่ทำให้กิเลสอ่อนแรงลง เพราะเมื่อเรานำเอาสิ่งที่เรารักหรือพอใจทั้งหลาย มาพิจารณาถึงความจริงสูงสุดของมันแล้ว เราก็จะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า สิ่งที่เรารักหรือพอใจทั้งหลายนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง คือสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว มันก็ต้องพลัดพรากจากเราไป ก็จะทำให้จิตของเราเกิดความเบื่อหน่าย (นิพพิทา แปลว่า เบื่อหน่าย คือหมายถึงความเบื่อต่อทั้งความทุกข์และความสุขของโลก) ต่อสิ่งทั้งหลายของโลกขึ้นมาทันที ซึ่งก็จะทำให้จิตของเราคลายความรักหรือความพอใจ ในสิ่งที่กำลังรักหรือพอใจอยู่นั้นได้ และถ้าขณะที่เรากำลังพิจารณาเรื่องนี้ เราก็มีสมาธิอยู่ด้วย จิตของเราก็จะยิ่งคลายความรักหรือความพอใจจนหมดสิ้นได้ทันที (แม้เพียงชั่วคราว)

อีกอย่างเมื่อเรานำเอาสิ่งที่เรารักหรือพอใจทั้งหลาย มาพิจารณาถึงความจริงสูงสุดของมันแล้ว เราก็จะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า สิ่งที่เรารักหรือพอใจทั้งหลายนั้น มันเป็นสิ่งที่ต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบาก ก็จะทำให้จิตของเราคลายความรักหรือความพอใจ ในสิ่งที่กำลังรักหรือพอใจอยู่นั้นได้ และถ้าขณะที่เรากำลังพิจารณาเรื่องนี้เราก็มีสมาธิอยู่ด้วย จิตของเราก็จะยิ่งคลายความรักหรือความพอใจจนหมดสิ้นได้ทันที (แม้เพียงชั่วคราว)

  อีกอย่างเมื่อเรานำเอาสิ่งที่เรารักหรือพอใจทั้งหลาย มาพิจารณาถึงความจริงสูงสุดของมันแล้ว เราก็จะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า สิ่งที่เรารักหรือพอใจทั้งหลายนั้น มันเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อมาปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นมา ก็จะทำให้จิตของเราคลายความรักหรือความพอใจ ในสิ่งที่กำลังรักหรือพอใจอยู่นั้นได้ และถ้าขณะที่เรากำลังพิจารณาเรื่องนี้ เราก็มีสมาธิอยู่ด้วย จิตของเราก็จะยิ่งคลายความรักหรือความพอใจจนหมดสิ้นได้ทันที (แม้เพียงชั่วคราว)

อนัตตาคือหัวใจของปัญญา

ตามธรรมดาแล้ว มนุษย์ทุกคนย่อมที่จะมีความรู้สึกตัวว่าชีวิต (คือร่างกายกับจิตใจ) นี้คือตัวตนของเราจริงๆ (ที่เรียกว่าอัตตา)  ซึ่งจากความรู้สึกตัวนี้เอง ที่ทำให้เราทุกคนเกิดความเข้าใจผิด (หรือมีความเห็นผิด) ว่าชีวิตนี้เป็นตัวตนของเราจริงๆ รวมทั้งทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อไปอีกว่า ผู้คนทั้งหลายบนโลก ก็เป็นตัวตนที่แท้จริงเหมือนกับเรา ซึ่งความเข้าใจผิดนี้เองที่เป็นต้นเหตุทำให้จิตของเรา (ตามที่สมมติเรียก) เกิดกิเลสหรือตัณหา และความทุกข์ทั้งหลายขึ้นมาในชีวิตปัจจุบัน โดยมนุษย์ทั้งหลายก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่เห็นแจ้งว่าต้นเหตุของความทุกข์ก็คือ ความเห็นผิดว่าชีวิตนี้คือตัวตนของตน ซึ่งนี่คือความโง่สูงสุดของมนุษย์

จนกระทั่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงค้นพบว่า จิตของเราและมนุษย์ทุกคน รวมทั้งของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนั้น เป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตนของเราจริงๆ รวมทั้งพระองค์ยังทรงสามารถทำลายความเห็นผิดว่า จิตของพระองค์เป็นตัวตนที่แท้จริง (อัตตา) ที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของพระองค์ให้หมดสิ้นไปอย่างสิ้นเชิงได้ จนทำให้จิตใจของพระองค์หลุดพ้นจากความทุกข์อย่างถาวร จึงทำให้พระองค์ทรงตรัสรู้ (คือเกิดปัญญารู้แจ้งชีวิตและโลก) เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก เมื่อทรงตรัสรู้แล้วก็ได้ทรงนำคำสอนเรื่องจิตเป็นอนัตตานี้ มาสอนแก่ผู้คนที่สนใจ จนทำผู้มีปัญญาทั้งหลายของสมัยนั้น เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงตามพระพุทธองค์อย่างมากมาย จนทำให้คำสอนของพระองค์แพร่หลายจนกลายเป็นศาสนาขึ้นมาในปัจจุบัน

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า คำสอนเรื่อง “จิตใจของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้เป็นอัตตา” นี้เป็นหัวใจของปัญญา ที่นำมาใช้ประกอบกับ ศีลและสมาธิ อันเป็นองค์ประกอบของมรรค ที่ใช้ในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่เราต้องศึกษาให้เข้าใจเรื่องความเป็นอนัตตาของจิตใจเรา ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้วนำความเข้าใจนี้มาทดลองปฏิบัติตามหลักของมรรค เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งว่าหลักของอริยมรรคนี้สามารถดับทุกข์ได้จริงหรือไม่? กันต่อไป

เหตุผลอะไรที่ทำให้เข้าใจได้ว่าจิตใจของเราเป็นอนัตตา?

เหตุผลที่ทำให้เราเข้าใจได้ว่า จิตใจของเราเป็นอนัตตานั้นก็ได้แก่ ถ้าจิตใจของเราจะเป็นอัตตา (คือเป็นตัวตนของเราจริงๆ) แล้ว จิตใจนี้จะต้องไม่อาศัยสิ่งใดๆในการเกิดมันขึ้นมา ซึ่งเมื่อเรามาพิจาณาจากจิตใจของเราเองแล้ว เราก็จะพบว่า จิตใจก็คือ สิ่งรู้สึกนึกคิดได้ (คือมีการรับรู้และรู้สึกต่อสิ่งต่างๆได้ และมีการจำสิ่งที่รับนั้นได้ รวมทั้งมีการปรุงแต่งให้เกิดกิเลสและการคิดได้) ซึ่งจิตใจนี้จะต้องอาศัยระบบประสาทของร่างกายนี้เกิดขึ้นมาด้วยเสมอ (คือต้องอาศัยเนื้อสมองจดจำข้อมูลและนำข้อมูจากสมองประมวลผลเป็นความคิด) เราไม่เคยมีจิตใจโดยที่ไม่มีร่างกาย (และสมอง) นี้เลย ซึ่งนี่คือเหตุผลง่ายๆที่ทำให้เข้าใจได้ว่า จิตของเรานี้เป็นอนัตตา คือจิตใจนี้ไม่ใช่ตัวเราจริงๆ

อีกอย่าง ถ้าจิตใจของเรามันจะเป็นอัตตาแล้ว มันจะต้องเป็นสิ่งที่เที่ยง (คือนิจจัง) คือมันจะต้องไม่มีการเกิดขึ้นมาและดับหายไปเลยแม้สักวินาทีเดียว คือมันจะต้องเกิดความรู้สึกนึกคิดอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีการหยุดเลยแม้สักวินาทีเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเราตื่นขึ้นมา จิตใจจึงค่อยเกิดขึ้นมา แต่พอเวลาเราหลับสนิทและไม่ฝัน จิตใจของเราก็จะไม่มี หรือดับหายไป (ชั่วคราว) ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า จิตใจของเรานี้มันเป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง เมื่อสิ่งใดมีความไม่เที่ยง ก็แสดงว่าสิ่งนั้นเป็นอนัตตา

เหตุผลง่ายๆนี้เองที่แสดงให้เราเข้าใจได้ว่า จิตใจนี้เป็นอนัตตา คือมันไม่ใช่ตัวตนของเราเองจริงๆเลย ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า จิตใจของเราและของทุกชีวิตนั้น มันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมาจาก วิญญาณ ที่เป็นเหมือนไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ที่เมื่อเกิดขึ้นมาที่ระบบประสาทของร่างกายที่สมบูรณ์ (คือยังไม่ตาย) มันก็จะทำให้ร่างกายนั้นเกิดการรับรู้ขึ้นมาทันที (เช่นเกิดการเห็นรูป เกิดการได้ยินเสียง เป็นต้น) ซึ่งเมื่อเกิดการรับรู้ขึ้นมาแล้ว ก็จะทำเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้ เมื่อเกิดการจำได้แล้ว ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกต่อสิ่งที่รับรู้ได้ เมื่อเกิดความรู้สึกแล้ว ก็จะเกิดการปรุงแต่งให้เกิดกิเลสและการคิดไปต่างๆนาๆตามอำนาจของกิเลสได้ จนเกิดเป็นจิตใจของทุกชีวิตขึ้นมา

แต่ธรรมชาติของจิตใจทั้งหลายนั้น มันจะมีสัญชาติญาณ (คือความรู้ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตโดยไม่มีใครสอน) ว่ามีตนเองเกิดขึ้นมาด้วยเสมอ ดังนั้นเมื่อเกิดจิตใจขึ้นมา จึงทำให้จิตใจทั้งหลาย เกิดความรู้สึกตัวว่ามีตนเองขึ้นมาด้วยเสมอ และเมื่อจิตใจเกิดขึ้นมาในร่างกายใด มันจึงเกิดความรู้สึกตัวว่าตนเองเป็นชายหรือเป็นหญิง ไปตามที่ฮอร์โมนของร่างกายสร้างขึ้นมา รวมทั้งเมื่อร่างกายเกิดขึ้นมาในสภาพแวดล้อมอย่างไร จึงทำให้เกิดเป็นชนชาติต่างๆที่แตกต่างกันขึ้นมา และมีภาษาที่ใช้สื่อการที่แตกต่างกันขึ้นมา อย่างเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

มนุษย์ทุกคนในโลก คือคนๆเดียวกัน

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า จิตของเด็กทุกคนที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ๆนั้น จะยังเป็นจิตที่บริสุทธิ์ (คือยังสะอาด) คือยังว่างเปล่าจากความยึดถือว่ามีตนเองด้วยอำนาจของกิเลส แต่เมื่อจิตของเด็กนั้นได้รับรู้สิ่งต่างๆภายนอก แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมา จิตของเด็กนั้นจึงได้ค่อยๆเกิดกิเลส และความยึดถือว่ามีตนเองขึ้นมาในภายหลัง ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า ธรรมชาติเดิมแท้ของจิตมนุษย์ทุกคนนั้นจะเหมือนกันหมด คือไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริงของใครๆเลย แต่เพราะธรรมชาติของจิตทั้งหลาย ที่ต้องมีความรู้สึกตัวว่ามีตนเอง และไม่มีใครมาสอนว่ามันไม่ได้มีตัวเองอยู่จริงๆ จึงทำให้จิตของมนุษย์ทั้งหลายเกิดความรู้สึกและยึดถือว่ามีตนเองขึ้นมาในภายหลัง รวมทั้งยังเกิดความเห็นแก่ตัวตามมาอีก จนทำให้จิตที่ยึดถือนั้นเกิดความทุกข์ แล้วความเห็นแก่ตัวขอมนุษย์นั้นก็ยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่โลกอีกด้วย อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เราคืออะไร?

หลักในการพิจารณาให้เกิดปัญญาขั้นเข้าใจนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนเอาไว้ว่า ให้เรานำเอาขันธ์ ๕ อันได้แก่ ร่างกายกับจิตใจของเรานี้ มาพิจารณาถึงเหตุที่ทำให้แต่ละขันธ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับหายไป ซึ่งก็จะทำให้เราเกิดปัญญาที่เข้าใจได้ว่าชีวิตของเรานี้มันคืออะไร?

โดยวิธีพิจารณานั้นก็ได้แก่การพิจารณาว่า ร่างกายนี้มันก็ต้องอาศัยพ่อและแม่มาสร้างขึ้น รวมทั้งต้องอาศัยอาหาร, น้ำ, ความร้อน, อากาศ มาปรุงแต่งให้ตั้งอยู่ ถ้าขาดสิ่งใดไป ร่างกายก็จะต้องแตกสลายหรือตายไปในทันที ดังนั้นจึงเท่ากับว่าร่างกายของเรานั้นมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (คือร่างกายเป็นอนัตตา) หรือมันไม่มีร่างกายที่เป็นร่างกายของเราจริงๆ (คือร่างกายเป็นสุญญตา)

อีกทั้งร่างกายนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะไม่สามารถตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้ (คือไม่เป็นอมตะ) คือเมื่อร่างกายเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็จะมีเปลี่ยนแปลงหรือแก่ชราลงไปทุกขณะ และสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว ร่างกายนี้ก็ต้องตายไปในที่สุด (ร่างกายเป็นอนิจจัง)

รวมทั้งขณะที่ร่างกายยังไม่ตาย มันก็ยังต้องทนที่จะประคับประคองสภาพการปรุงแต่งของมันเอาไว้ด้วยความยากลำบาก คือต้องทนต่อความหิว ความกระหาย ความร้อน ความหนาว ความหนัก ความเหนื่อย ความเจ็บ ความปวด ความทรมาน และโรคร้ายต่างๆ รวมทั้งต้องทนต่อการถูกทำร้าย จากคนสัตว์และธรรมชาติที่เลวร้ายภายนอกอีกด้วย เป็นต้น (ร่างกายมีสภาวะของทุกขัง)

ส่วนจิตใจนั้นก็ประกอบด้วย วิญญาณ (การรับรู้), สัญญา (การจำได้), เวทนา (ความรู้สึก), และสังขาร (การปรุงแต่งของจิต) โดยวิญญาณก็ต้องอาศัยระบบประสาททั้ง ๖ ของร่างกายเพื่อเกิดขึ้นมา เมื่อวิญญาณเกิดขึ้นมา มันก็จะเกิดการจำสิ่งที่รับรู้ได้ทันที เมื่อมีการจำสิ่งใดได้ มันก็จะเกิดความรู้สึกต่อสิ่งที่จำได้ขึ้นมาด้วยทันที (เวทนามี ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา-ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ ทุกขเวทนา-ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ อทุกขมสุขเวทนา-ความรู้สึกที่กลางๆหรือจืดๆ) และเมื่อเกิดความรู้สึกใดขึ้นมาแล้ว ถ้าขณะนี้จิตไม่มีปัญญาและสมาธิ ก็จะทำให้เกิดการปรุงแต่งด้วยอำนาจของกิเลสขึ้นมาทันที (คือพอใจในสุขเวทานา หรือไม่พอใจในทุกขเวทนา และลังเลใจในอทุกขมสุขเวทนา) แต่ถ้าขณะนี้จิตมีปัญญาและสมาธิ ก็จะไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดกิเลส แต่จะมีการคิดพิจารณาว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่รับรู้นั้นด้วยปัญญาต่อไป

การทำงานอย่างเป็นระบบของจิตใจเรานี้ทำให้เราเข้าใจได้ว่า แต่ละส่วน (คือขันธ์) ของจิตใจเรานี้ มันก็ต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อเกิดขึ้นมาทั้งสิ้น (คือวิญญาณต้องอาศัยร่างกายที่ยังไม่ตายเพื่อเกิดขึ้นมา เป็นต้น) ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า จิตใจของเรานี้มันเป็นอนัตตา คือมันไม่ใช่ตัวตนของเราจริงๆ หรือมันไม่มีตัวเราอยู่ในจิตใจนี้ (ที่เรียกว่าสุญญตา) แต่ธรรมชาตินั้นก็สามารถทำให้จิตใจนี้ เกิดความความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ที่สุด จนทำให้จิตของมนุษย์ทั้งหลายเกิดความเข้าใจผิด ว่าชีวิตนี้เป็นตนของเขาจริงๆ

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า มันไม่มีตัวเราอยู่จริง เพราะทั้งร่างกายและจิตใจ ล้วนเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาจากธาตุหรือสิ่งพื้นฐานที่มีอยู่ตามธรรมชาติเท่านั้น คือชีวิตของเรานี้มันเหมือนหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ที่แสนอัศจรรย์ ที่เป็นแค่เพียงวัตถุสิ่งของที่ละเอียดซับซ้อน ที่ทำงานได้โดยโปรแกรมที่ชาญฉลาด โดยมีไฟฟ้าแล่นอยู่ในระบบเพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานได้ ถ้าขาดสิ่งใดไป หุ่นยนต์ก็จะเสียหรือหยุดการทำงานทันที ซึ่งนี่ก็เหมือนกับว่า ชีวิตของเรานี้มันเป็นความฝัน ที่ไม่ใช่ความจริง เพราะสุดท้ายเมื่อเราตื่นขึ้นมา ทุกสิ่งที่เรารับรู้หรือรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เรารักหรือพอใจ หรือสิ่งที่เราเกลียดชังหรือไม่พอใจ มันก็ต้องหายไปจนหมดสิ้น ดังนั้นเราจึงไม่ได้อะไรหรือเสียอะไรกับการมีชีวิตนี้ เพราะมันไม่มีตัวเราอยู่จริง มีแต่ตัวเรามายา ซึ่งแม้ทุกคนหรือทุกชีวิตและทุกสิ่งในโลก ก็มีลักษณะเหมือนกับเรานี้ทั้งสิ้น   

เกิดมาทำไม? ตายแล้วไปไหน?

คำถามยอดฮิตของคนที่สนใจศึกษาชีวิตก็คือคำถามว่า เกิดมาทำไม? ตายแล้วไปไหน? ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด? ถ้าเกิดอะไรไปเกิด? นรกสวรรค์ เทวดา นางฟ้า ผี เทพเจ้าทั้งหลาย เป็นต้น มีอยู่จริงหรือไม่? และกรมเป็นอย่างไร? เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ถ้าเราไปถามคนที่เขาเชื่อเรื่องจิตหรือวิญญาณเป็นอัตตา เขาก็ย่อมจะตอบไปตามความเชื่อว่า คนเราเกิดมาเพื่อใช้กรรม ตายไปแล้วก็เป็นไปตามกรรม คือถ้าทำชั่วตายไปก็ตกนรก ถ้าทำความดีตายไปก็ขึ้นสวรรค์ เป็นต้น ซึ่งนี่ก็คือความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องนรก สวรรค์ เทวดา นางฟ้า และเทพเจ้าต่างๆ ตามที่ศาสนาพราหมณ์สอน

แต่ถ้าเราไปถามคนที่เขามีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในชีวิตว่า ตายแล้วไปไหน? เขาก็จะไม่ตอบ แต่เขาจะบอกเราว่า มันไม่มีใครตาย คือมันไม่มีเรามาเกิดตั้งแต่แรกแล้ว คือแม้เราจะมีความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่ในขณะนี้ แต่มันก็ไม่มีตัวเราอยู่จริง ดังนั้นเมื่อร่างกายตาย จึงเท่ากับไม่มีใครตายจริงๆ เหมือนหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ที่เสียหาย ที่ระบบการทำงานของมันหยุดทำงานเท่านั้น ส่วนความเชื่อเรื่องว่าตายแล้วยังมีการเกิดตัวเราขึ้นมาใหม่นั้น เป็นเรื่องที่คนมีอวิชชาครอบงำจิตอยู่ คิดกันไปเองตามอำนาจของอวิชชา เพื่อเอาไว้สอนคนที่ยังไม่มีปัญญาเพียงพอ ซึ่งคนที่มีปัญญาไม่เพียงพอนั้น มีอยู่มากมายในโลก ดังนั้นจึงยากที่จะมีใครมาเข้าใจเรื่องว่าไม่มีใครตายได้

เมื่อเรามาพิจารณาเรื่องความเป็นอนัตตาของจิตใจเราแล้ว เราก็จะเข้าใจได้ว่า เรื่องการเกิดใหม่ หรือเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า รวมทั้งเรื่องเทพเจ้า เรื่องเทวดา นางฟ้า ชนิดที่เป็นสถานที่หรือเป็นตัวตนบุคคลตามที่เราเชื่อกันอยู่  เป็นต้นนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเป็นไปได้เลยตามความเป็นจริง แต่คนที่ไม่มีปัญญาเขาก็จะไม่ยอมรับความจริงนี้ เพราะเขามีอวิชชาครอบงำจิตอยู่ ดังนั้นการสอนคนที่มีอวิชชาครอบงำจิตอยู่อย่างหนาแน่น ให้เข้าใจความจริง จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ซึ่งพระพุทธเจ้าจะไม่สอนธรรมะระดับสูงนี้แก่คนที่ไม่มีปัญญาเพียงพอ เพราะไม่เกิดประโยชน์แก่เขา ซ้ำยังอาจจะทำให้เขาเกิดความเข้าใจผิดที่หนักมากขึ้นไปอีก (คือจะทำให้เขาเห็นว่าเมื่อไม่มีนรกสวรรค์ เขาก็เลยจะทำชั่วและไม่ทำความดี) ดังนั้นบุคคลที่ยังมีปัญญาไม่มากพอนี้ พระองค์จะสอนแค่เรื่องระดับศีลธรรมเท่านั้น

เรื่องกรรมที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นอย่างไร?

 ก่อนอื่นเราก็ต้องเข้าใจก่อนว่า คำสอนที่สอนว่า “เมื่อทำกรรมไว้ในชาตินี้ เมื่อตายไปก็ต้องไปเกิดใหม่เพื่อรับผลของกรรมในชาติต่อไป” นั้น เป็นหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่สอนกันมานมนานแล้ว และมีคนเชื่อถือกันมากมาย รวมทั้งสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคำสอนนี้ก็ได้ปลอมปนหรือผสมผสานเข้ามาอยู่เป็นหลักคำสอนระดับศีลธรรมของพุทธศาสนาในปัจจุบัน ดังนั้นเราก็ต้องเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย เพราะคำสอนระดับสูงของพุทธศาสนา ที่เป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้านั้น จะไม่มีคำสอนแบบนี้

คำสอนเรื่องกรรมของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์จะทรงสอนว่า กรรม คือ การกระทำด้วยเจตนา ซึ่งเจตนาก็คือกิเลส โดย ผลของกรรม เรียกว่า วิบาก ซึ่งคำสอนเรื่องกรรมของพระพุทธเจ้านี้ ก็คือการสอนเรื่องจิตใต้สำนึกของเรา ที่เมื่อเราทำความดี (คือช่วยเหลือผู้อื่น) ไม่ว่าจะทำด้วยกาย หรือวาจา หรือแม้แค่เพียงคิดนึกก็ตาม จิตใต้สำนึกของเรามันก็รู้อยู่ว่านี่คือความดี ซึ่งมันก็จะทำให้จิตใต้สำนึกของเราเกิดความสุขใจหรืออิ่มเอมใจขึ้นมาทันทีที่กำลังทำความดีอยู่ (หรืออาจเกิดภายหลังที่ทำความดีเรียบร้อยแล้วก็ได้) แต่พอเวลาเราทำความชั่ว (คือเบียดเบียนผู้อื่น) จิตใต้สำนึกของเรามันก็รู้อยู่ว่านั่นคือความชั่ว ซึ่งมันก็จะทำให้จิตใต้สำนึกของเราเกิดความรู้สึกเสียใจ หรือไม่สบายใจ หรือร้อนใจ ขึ้นมาทันที (หรืออาจเกิดภายหลังที่ทำความดีเรียบร้อยแล้วก็ได้) ซึ่งนี่ก็คือ นรก-สวรรค์ในทางนามธรรม ที่เกิดขึ้นกับจิตใจของเราในชีวิตปัจจุบัน

เรื่องกรรมนี้เป็นคำสอนระดับศีลธรรม สำหรับคนที่ยังไม่มีปัญญามากพอที่จะไปศึกษาคำสอนระดับสูงเรื่องการดับทุกข์ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนคนที่ยังไม่มีปัญญามากพอเพียงแค่ว่า ให้ทำแต่ความดี (หรือกรรมดี) และไม่ทำความชั่ว (คือกรรมชั่ว) เพื่อที่จะได้มีความปกติสุขในชีวิต และไม่มีความเดือดร้อนใจที่จะทำให้เกิดความทุกข์ที่รุนแรงแก่จิตใจ ซึ่งเมื่อเขาเป็นคนดีแล้วและสนใจเรื่องการดับทุกข์ จึงค่อยเริ่มสอนคำสอนระดับสูง  เรื่องการดับทุกข์ต่อไป

ธรรมะกำมือเดียว

เมื่อเรามาสรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เหลือสั้นที่สุด เพื่อนำเอาไปปฏิบัติ ก็สรุปอยู่ที่ “ให้เรามีสติอยู่ตลอดเวลา” ซึ่งการมีสติก็คือการระลึกถึงเรื่องที่ทำให้เกิดปัญญา โดยเรื่องที่ทำให้เกิดปัญญาก็สรุปอยู่ที่เรื่องความรู้ ความเข้าใจ และความเห็นแจ้งถึงความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) และความไม่เที่ยง (อนิจจัง) รวมทั้งภาวะที่ต้องทน (ทุกขัง) ในทุกสิ่งที่เรากำลังรับรู้หรือสัมผัสอยู่

โดยสิ่งที่เราจะต้องระลึกถึงเป็นพื้นฐานอยู่ตลอดเวลานั้นก็คือ ร่างกายและจิตใจของเราเอง คือให้เราระลึกอยู่เสมอว่า ร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหวหรือนิ่งอยู่นี้ หรือจิตใจที่กำลังรับรู้หรือคิดนึกอยู่นี้ มันไม่ใช่ตัวเราหรือตัวตนของใครๆ ที่มีความไม่เที่ยง รวมทั้งต้องทนอยู่อย่างยากลำบาก และเมื่อเราต้องรับรู้สิ่งภายนอก เราก็ระลึกอยู่เสมอว่า สิ่งทั้งหลายนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และมีความไม่เที่ยง รวมทั้งมีภาวะที่ต้องทนเหมือนกับร่างกายและจิตใจของเรานี้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งการปฏิบัตินี้ก็คือการปฏิบัติตามหลักของอริยมรรคของอริยสัจ ๔ โดยสรุป

เมื่อเราสามารถปฏิบัติได้เช่นนี้ ก็จะทำให้ความทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่ ก็จะระงับหรือดับหายไปทันที และเมื่อเรามีเวลาว่าง เราก็ต้องหมั่นฝนฝนจิตให้มีสมาธิที่มากขึ้น รวมทั้งหมั่นพิจารณาให้เกิดปัญญาอยู่เสมออีกด้วย เพื่อทำให้ความเคยชินของกิเลสตัณหา ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา ค่อยๆหมดความเคยชินไป แล้วเกิดความเคยชินใหม่ที่เป็นความเคยชินของสมาธิและปัญญา ที่เรียกว่า บารมี (บารมี หมายถึง เครื่องข้ามไปสู่นิพพาน) ขึ้นมาแทน และเมื่อบารมีเต็ม (หรือสมบูรณ์) ก็จะทำให้จิตของเราไม่มีทุกข์หรือนิพพานได้อย่างถาวร (คือตลอดชีวิต)  

แต่การที่เราจะปฏิบัติตามหลักของอริยมรรคได้อย่างถูกต้องนั้น เราก็ต้องมีศีล คือเป็นคนดีของสังคมอย่างแท้จริงก่อน และมีการหมั่นฝึกฝนจิตให้มีสมาธิอยู่เสมอ รวมทั้งที่สำคัญที่สุดก็คือ เราต้องศึกษาให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง ในเรื่องความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจของเราเองด้วย เพราะนี่คือหัวใจของปัญญา ที่เราจะนำมาปฏิบัติร่วมกับสมาธิโดยมีศีลเป็นพื้นฐาน เพื่อดับทุกข์ของจิตใจเรา ที่เป็นภัยหรือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของชีวิต

พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนเอาไว้ว่า “บุคคลจะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้เพราความเพียร” คือเราต้องมีความพยายามทั้งในการศึกษาให้เกิดปัญญา ทั้งในการฝึกฝนสมาธิ และตั้งรักษาศีล รวมทั้งมีความพยายามในการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา อย่างจริงจังอยู่เสมอๆ จึงจะทำให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ แต่ถ้าเรามีปัญญา หรือมีสมาธิ หรือมีศีลแล้วก็ตาม แต่ถ้าไม่นำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็จะยังไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ดังนั้นเรื่องความเพียรจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ของชีวิตได้

จบ

(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.whatami.net - www.whatami.6te.net)


ถ้าใครต้องการโหลดหนังสือ ธรรมะกำมือเดียว นี้ไปอ่านในรูปแบบ PDF หรือโหลดเอาไปพิมพ์เป็นรูปเล่ม ก็คลิ๊กที่นี้






Free Web Hosting