-๑-


 

คำนำ

ปัจจุบันผู้ที่นับถือพุทธศาสนาเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาทั่วไป หรือแม้แต่พระภิกษุเองก็ตามยังไม่รู้ว่าคำสอนของพุทธศาสนา ที่ตนเองนับถืออยู่นั้น มีคำสอนที่ผสมอยู่ระหว่าง คำสอนของศาสนาพราหมณ์ และคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยคำสอนที่เป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้านั้น จะเป็นคำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ซึ่งเป็นคำสอนระดับสูงที่ต้องใช้ปัญญาเป็นหลักในการศึกษาและปฏิบัติ ซึ่งพระพุทธเจ้าจะเอาไว้สอนเฉพาะคนที่มีสติปัญญาหรือคนที่มีความรู้มากพอเท่านั้น

ส่วนคำสอนที่เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่ผสมเข้ามานั้น เป็นคำสอนระดับพื้นฐานหรือระดับศีลธรรม ที่สอนเรื่องการใช้ชีวิตของคนธรรมดาทั่วไป โดยคำสอนระดับศีลธรรมนี้ จะใช้ความเชื่อเป็นหลักในการศึกษาและปฏิบัติ และอาไว้สอนคนที่มีสติปัญญาน้อย หรือคนที่ไม่มีความรู้ทั่วๆไป เช่น เด็กหรือชาวบ้าน

ดังนั้นจึงทำให้เกิดหนังสือ “สรุปหลักวิชชาพุทธศาสนา” เล่มนี้ขึ้นมา เพื่อให้ปัญญาชนหรือชาวต่างชาติ ที่สนใจจะศึกษาหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ได้ใช้หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือสำหรับศึกษา เพื่อให้รู้และเข้าใจว่า แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไร? เพื่อที่จะได้นำหลักคำสอนนั้นมาปฏิบัติ  เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและมวลมนุษย์ทั้งหลายต่อไป และถ้าใครเห็นว่าหนังสือนี้จะเป็นประโยชน์ ต่อเพื่อนมนุษย์และสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายของโลก ก็ขอให้ช่วยกันเผยแพร่ต่อไปด้วยใจที่บริสุทธิ์

เตชปัญโญ ภิกขุ

๒๒  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๖๓

อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี

****************************

ต้องแยกพุทธออกจากพราหมณ์ก่อน

ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจก่อนว่า พุทธศาสนาในอดีต หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว  ได้มีการนำเอาคำสอนของศาสนาพราหมณ์ (หรือฮินดู) เข้ามาผสมหรือปลอมปนอยู่ด้วย โดยคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่ปลอมปนเข้ามานั้น ก็เป็นคำสอนเรื่อง การเวียนว่ายตายเกิดเพื่อรับผลกรรม เรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า เรื่องผี เทวดา นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม เป็นต้น นั่นเอง ซึ่งคำสอนที่ปลอมปนแล้วนี้ ก็ได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

จึงทำให้ผู้ที่นับถือพุทธศาสนาในปัจจุบัน หลงเข้าใจผิด คิดว่าคำสอนปลอมปนนี้ คือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า และยังเชื่อถือหรือยึดถือกันอย่างเหนียวแน่น ว่าคำสอนปลอมปนนี้ เป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ถึงแม้จะมีใคร นำเอาคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ที่มีเหตุมีผล พิสูจน์ได้ ไม่งมงาย และเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงกับชีวิตมาสอน ก็ไม่ยอมรับ ซ้ำบางคนยังไปโกรธคนที่มาสอนอีก หาว่าเขาทำลายศาสนา

ดังนั้นเพื่อให้ที่ผู้ศึกษารู้จักแยกแยะว่า คำสอนใดเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า และคำสอนใดไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เราจึงต้องแยกคำสอนของพุทธศาสนาในปัจจุบันออกเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับศีลธรรม (หรือระดับชาวบ้าน) กับ ระดับสูง (หรือระดับปัญญาชน)

ศีลธรรมเป็นคำสอนพื้นฐาน

คำสอนระดับศีลธรรมนั้นแยกออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ กับ ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาจากศาสนาอื่น  ซึ่งส่วนที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ ก็จะเป็นคำสอนที่สอนให้รักษาศีล สอนให้ละเว้นอบายมุข ละเว้นสิ่งเสพติด ละเว้นสิ่งฟุ่มเฟือย สอนให้กตัญญูกตเวที สอนให้ขยัน อดทน เสียสละ ให้อภัย สอนให้ช่วยเหลือผู้อื่น สอนให้ประหยัดอดออม เป็นต้น ซึ่งเป็นคำสอนที่เอาไว้สอนบุคคลที่มีสติปัญญาน้อย เช่น ชาวบ้านทั่วๆไป หรือเด็ก หรือคนที่ไม่มีความรู้หลักวิทยาศาสตร์เพียงพอ ซึ่งการสอนก็จะสอนให้เข้าใจ ถึงเหตุผลตามความเป็นจริงว่า การทำความชั่วจะมีผลเลวร้าย แก่ตัวเองและสังคมอย่างไร และการทำความดี จะมีผลดีแก่ตัวเองและสังคมอย่างไร ซึ่งคำสอนระดับศีลธรรมนี้ เป็นคำสอนพื้นฐาน ที่ทุกคนต้องมี ถ้าไม่มีศีลธรรม สังคมก็จะเดือดร้อนวุ่นวาย แม้โลกก็จะพินาศ

พราหมณ์เอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อ

ส่วนที่เป็นคำสอนระดับศีลธรรม ที่เพิ่มเติมเข้ามาจากศาสนาพราหมณ์นั้น ก็เป็นคำสอนที่สอนให้กลัวการทำความชั่ว และอยากทำความดี ซึ่งหลักการสอนนั้น ก็จำเป็นต้องสอนให้มีความเชื่อในเรื่องนรก-สวรรค์เอาไว้ก่อน เพื่อให้กลัวนรก จะได้ไม่ทำความผิดหรือความชั่ว และเพื่ออยากจะได้สวรรค์ จะได้ทำความดี ซึ่งเมื่อคนไม่ทำความชั่วและทำแต่ความดี ก็จะไม่มีความเดือดร้อน จะมีแต่ความปกติสุข และถ้าโลกมีคนดีมากๆ โลกก็มีความสงบสุขได้ ซึ่งคำสอนเช่นนี้ก็เอาไว้สอนคนทั่วๆไป เช่น ชาวบ้านหรือเด็ก ที่ยังไม่มีความรู้เพียงพอ จึงต้องสอนอย่างนี้ไปก่อน

พระพุทธเจ้าสอนเฉพาะเรื่องการดับทุกข์

ส่วนคำสอนระดับสูง ของพระพุทธเจ้านี้เรียกว่า อริยสัจ ๔ ที่หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ซึ่งเป็นคำสอนที่สอนเรื่อง การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ของจิตใจ คือการที่แม้เราจะไม่ทำความชั่ว แล้วทำแต่ความดี ตามหลักศีลธรรมอย่างเคร่งครัดที่สุดแล้ว แต่เมื่อเวลาที่ร่างกายหรือชีวิตของเราต้องประสบกับ ความยากลำบาก หรือ ความแก่ ความเจ็บ ความป่วย  ความตาย ความพลัดพราก เป็นต้น จิตใจของเราก็ยังมีความทุกข์อยู่อีก ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนวิธีการปฏิบัติ เพื่อที่จิตใจของเรา จะได้หลุดพ้นจากความทุกข์เหล่านี้ 

คำสอนเรื่องความพ้นทุกข์นี้ พระพุทธเจ้าจะทรงสอนเฉพาะบุคคล ที่พอจะมีสติปัญญาอยู่บ้าง หรือบุคคลระดับปัญญาชน หรือพวกหัวกะทิ เพราะการศึกษาและปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ตามหลักอริยสัจ ๔ นี้ จำเป็นจะต้องใช้ปัญญากับสมาธิมาทำงานร่วมกัน โดยมีศีลเป็นพื้นฐาน คนที่มีสติปัญญาน้อยจะไม่สามารถศึกษา ให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งได้ ซึ่งการศึกษาต่อไปนี้ของเราทั้งหมด จะศึกษาเฉพาะเรื่องความพ้นทุกข์ อันเป็นคำสอนระดับสูงของพระพุทธเจ้านี้เท่านั้น

หลักพื้นฐานของพุทธศาสนา

ก่อนที่เราจะศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือคำสอนของพุทธศาสนา เราจำเป็นที่จะต้องรู้จักหลักการ หรือหลักพื้นฐานของพุทธศาสนาเสียก่อน เราจึงจะศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง ถ้าเราไม่รู้หลักพื้นฐานของพุทธศาสนา เราก็จะศึกษาผิดพลาด แล้วก็จะเกิดความเข้าใจผิด ต่อหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้ ซึ่งหลักพื้นฐานของพุทธศาสนานั้น สรุปได้ดังนี้

๑. พระพุทธเจ้าสอนว่า ธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด

๒. พระพุทธเจ้าสอน เฉพาะเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน

๓. พระพุทธเจ้าสอนว่า อย่าเชื่อจนกว่าจะพิสูจน์ให้เห็นจริงก่อน

๔. พระพุทธเจ้าสอนว่า ไม่ควรศึกษาเรื่องที่ไม่เป็นปะโยชน์แก่การดับทุกข์

๕. พระพุทธเจ้าสอน ให้ศึกษาจากร่างกายและจิตใจของเราเอง

๖. พระพุทธเจ้าสอน ให้ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล

๗. พระพุทธเจ้าสอน ให้ศึกษาอย่างเป็นระบบ

๘. พระพุทธเจ้าสอน ให้พึ่งตนเอง

หลักพื้นฐานของพุทธศาสนานี้ จัดว่าเป็นหลักที่ทันสมัยอยู่เสมอ เพราะตรงกับหลักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ที่สอนให้เหตุใช้ผลในการศึกษา และมีการทดลองปฏิบัติเพื่อพิสูจน์หาความจริงอีกด้วย

พุทธศาสนามีพระเจ้าเป็นธรรมชาติ

ศาสนาในโลกนี้ สรุปได้ ๒ ประเภท คือ เทวนิยม กับ อเทวนิยม ซึ่งศาสนาประเภทเทวนิยมนั้น จะนับถือพระเจ้าหรือเทพเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด ส่วนศาสนาประเภทอเทวนิยมนั้น จะนับถือธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด

คำว่า “สิ่งสูงสุด” นั้นก็หมายถึง สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในโลกและในจักรวาล ที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา รักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ ดลบันดานให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป และทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา

โดยศาสนาประเภทเทวนิยมนั้น จะเชื่อว่า พระเจ้าหรือเทพเจ้า เป็นสิ่งสูงสุด ซึ่งพระเจ้าหรือเทพเจ้านี้ เขาเชื่อว่าเป็นบุคคลตัวตนเหมือนมนุษย์ ที่มีฤทธิ์ หรืออำนาจ เหนือธรรมชาติ ที่ทุกคนต้องเกรงกลัว ถ้าใครลบหลู่หรือไม่ปฏิบัติตามคำสอน ก็จะถูกลงโทษ แต่ถ้าใครเคารพบูชาหรือปฏิบัติตามคำสอน ก็จะได้รับรางวัล ดังนั้นคำสอนของศาสนาประเภทนี้ จึงใช้ความเชื่อมานำการปฏิบัติ  ซึ่งศาสนาประเภทเทวนิยมนี้ ที่เป็นศาสนาเก่าแก่ที่สุดของโลก ก็ได้แก่ศาสนาพราหมณ์ (ซึ่งต่อมาก็ได้เปลี่ยนมาเป็นศาสนาฮินดู)

ส่วนศาสนาที่นับถือธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด นั้นก็ได้แก่ ศาสนาพุทธ โดยพระพุทธเจ้าจะสอนว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะเป็นของมันเช่นนั้นเอง ตามเหตุตามปัจจัย” (คำว่า ปัจจัย หมายถึง สิ่งที่มาสนับสนุนเหตุ หรือหมายถึง เหตุย่อยๆ) ซึ่งเหตุและปัจจัยนั้นก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนก็สามารถรับรู้หรือสัมผัสได้จริงในชีวิตของเรานี่เอง ซึ่งสิ่งที่เราทุกคนสามารถรับรู้หรือสัมผัสได้จริงในปัจจุบัน ก็คือธรรมชาติ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นธรรมดา ที่เราก็พบเห็นกันอยู่ทุกวันนี่เอง ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า พุทธศาสนาไม่ยอมรับความมีอยู่จริง ของสิ่งสูงสุดชนิดที่เป็นตัวตนบุคคล ของศาสนาประเภทเทวนิยมทั้งหลาย แต่ถ้าจะมองว่าพระเจ้าหรือเทพเจ้านั้นเป็นธรรมชาติ หรือเป็นกฎของธรรมชาติ จึงจะยอมรับ

พระพุทธเจ้าจะสอนให้ใช้ปัญญานำการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าจะไม่สอนให้เชื่อ ในสิ่งที่เราไม่สามารถรับรู้หรือพิสูจน์ได้ เพราะความเชื่อจะตรงข้ามกับปัญญา ถ้าเราเอาความเชื่อมาศึกษาและปฏิบัติ ก็จะทำให้หลงทางไปสู่ความผิดพลาดได้ง่าย คือทำให้ไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง และไม่สามารถปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ได้จริง

พระพุทธเจ้าสอนเฉพาะเรื่องการดับทุกข์

ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายนี้ จะมีสิ่งที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่งก็คือความทุกข์ โดยเฉพาะความทุกข์จากความตาย และความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รัก ดังนั้นความทุกข์จึงเป็นปัญหาใหญ่หรือสำคัญที่สุด หรือเร่งด่วนที่สุด ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องรีบศึกษาและหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์นี้ หรือปฏิบัติเพื่อไม่ให้ความทุกข์นี้ เกิดขึ้นกับตนเองอย่างเร่งด่วนที่สุด เมื่อชีวิตไม่มีความทุกข์แล้ว ชีวิตก็ไม่มีปัญหาอะไรอีกต่อไปทั้งชีวิต ลองคิดดูว่าถ้าทั้งชีวิตของเรา จะไม่มีความทุกข์ทางจิตใจเลยตลอดชีวิต มันจะดีเลิศอย่างไร?

การที่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นมาในโลก ก็เพื่อมาสอนสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดให้แก่มนุษย์ นั่นก็คือเรื่องการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ หรือการดับทุกข์ในปัจจุบัน ของจิตใจมนุษย์ ซึ่งพระพุทธเจ้าจะไม่เสียเวลามาสอนเรื่องอื่น ที่ไม่เป็นประโยชน์แก่การดับทุกข์เด็ดขาด

เมื่อพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงอุบัติขึ้น เพื่อมาสอนเรื่องความหลุดพ้นจากความทุกข์แล้ว และเราก็เกิดมาแล้วได้มาพบกับคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ทำไมจึงเราไม่รีบมาศึกษา ทั้งๆที่ก็ไม่ต้องแลกเปลี่ยนด้วยเงินทองหรืออะไรเลย เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านี้เป็นของให้เปล่า ถ้าเราไม่รีบศึกษาและปฏิบัติเสียแต่วันนี้ เมื่อความทุกข์มาถึง เราจะไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้ แล้วเราก็ต้องมาเสียใจในภายหลัง เพราะความโง่และความประมาทของเราเอง

อย่าเชื่อจนกว่าจะพิสูจน์ให้เห็นจริงก่อน

เพื่อป้องกันการศึกษาในเรื่องการดับทุกข์นี้ไม่ให้ผิดพลาด พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนหลักในเรื่องความเชื่อเอาไว้ที่เรียกว่า หลักกาลามสูตร ที่เป็นคำสอนที่ทรงสอนแก่ชนชาวกาลามะของอินเดียสมัยนั้นเอาไว้ โดยสรุปเนื้อหาได้ว่า เมื่อเราได้พบคำสอนใด ก่อนอื่นเราอย่าเพิ่งเชื่อว่าคำสอนนั้นจะถูกต้องหรือเป็นความจริง ดังนี้

 ๑. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะ ได้ยินได้ฟังมา

๒. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะ เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมาตั้งแต่โบราณ

๓. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะ มีคนกำลังล่ำลือกันอยู่อย่างกระฉ่อน

๔. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะ มีตำราอ้างอิง

๕. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะ มีเหตุผลตรงๆ (ตรรกะ) รองรับ

๖. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะ มีเหตุผลแวดล้อมรองรับ

๗. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะ สามัญสำนึกของเรามันยอมรับ

๘. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะ มันตรงกับความเห็นที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว

๙. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะ คนที่บอกที่สอนนั้นดูภายนอกน่าเชื่อถือ

๑๐. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะ คนที่บอกที่สอนนี้เป็นครูอาจารย์ที่เรานับถือ

เมื่อเราได้พบคำสอนใด ก่อนอื่นก็ให้เรานำคำสอนนั้นมาพิจารณาดูก่อน ว่าคำสอนนั้นมีโทษหรือมีประโยชน์ และผู้รู้ (ผู้มีปัญญาและมีใจเป็นกลาง) ติเตียนหรือไม่ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าคำสอนนั้นมีโทษ ไม่มีประโยชน์ และผู้รู้ติเตียน ก็ให้ละทิ้งเสีย แต่ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่า คำสอนนั้นมีประโยชน์ ไม่มีโทษ และผู้รู้ไม่ติเตียน ก็ให้นำมาทดลองปฏิบัติดูก่อน ถ้าปฏิบัติตามอย่างเต็มตามมาตรฐานแล้ว ความทุกข์ไม่ลดลงหรือดับลงจริง (แม้เพียงชั่วคราว) ก็ให้ละทิ้งเสีย แต่ถ้าทดลองปฏิบัติดูแล้วผลออกมา เป็นความลดลงหรือดับทุกข์ของความทุกข์จริง (แม้เพียงชั่วคราว)  จึงค่อยปลงใจเชื่อ และรับเอามาปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้น (คือดับทุกข์ได้อย่างถาวร) ต่อไป

หลักกาลามสูตรนี้สรุปแล้วจะสอนว่า อย่าเชื่อใคร แม้แต่ตัวเราเอง เพราะการเชื่อตามคนอื่นหรือเชื่อตามตำรานั้น เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นความจริงตามที่เขาบอกมาหรือตามที่ตำราเขียนไว้หรือเปล่า เพราะเรายังไม่ได้พิสูจน์หรือพบเห็นด้วยตัวของเราเองจริงๆ ดังนั้นมันจึงมีความเสี่ยงที่จะผิดได้ แม้แต่เหตุผลที่น่าเชื่อ พระพุทธเจ้าก็ยังสอนว่าเพิ่งเชื่อ เพราะถ้าเรายังไม่ได้พิสูจน์จนเห็นผลจริงๆอย่างแน่ชัด เหตุผลนั้นก็ยังเป็นแค่ปรัชญาหรือทฤษฎีลอยๆที่รอการพิสูจน์เท่านั้น 

แม้แต่สามัญสำนึกของเราเอง พระพุทธเจ้าก็สอนว่าเชื่อเพราะมันก็ยังหลอกเราได้ ที่สำคัญแม้แต่ครูอาจารย์ที่เรานับถือ (ซึ่งก็รวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วย) พระพุทธเจ้าก็ยังสอนว่าเชื่อ เพราะถ้าครูอาจารย์ท่านก็มีความเห็นผิดอยู่ก่อนแล้วมาสอนเรา แล้วเราก็เชื่อตามท่าน เราก็จะพลอยมีความเห็นผิดตามท่านไปด้วยทันที ซึ่งหลักความเชื่อของพระพุทธเจ้านี้ เราจะต้องยึดถือเอามาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เราจึงจะค้นพบคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้

ไม่ควรศึกษาเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นศึกษาคำสอนระดับสูงของพระพุทธเจ้านั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า อย่าเพิ่งไปศึกษาเรื่องที่ไม่ควรศึกษา ที่เรียกว่าเรื่อง อจินไตย ที่แปลว่า ไม่ควรนำมาคิด ซึ่งมีอยู่  ๔ เรื่อง อันได้แก่

๑. พุทธวิสัย คือ เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ซึ่งก็ได้แก่เรื่องประวัติของพระพุทธเจ้า หรือของพระอริยบุคคลทั้งหลายด้วย คือตอนนี้เรายังไม่ต้องสนใจว่าพระพุทธเจ้าจะเป็นใคร หรือมีจริงหรือไม่?

๒. ฌานวิสัย คือ เรื่องเกี่ยวกับสมาธิสูงๆ คือตอนนี้เรายังไม่ต้องสนใจทั้งการศึกษาและปฏิบัติเรื่องสมาธิสูงๆ เพราะเพียงสมาธิธรรมดาๆของเรานี้ ก็สามารถนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้แล้ว

๓. กรรมวิบาก คือ เรื่องกรรมและผลของกรรม คือตอนนี้เรายังไม่ต้องสนใจว่า เรื่องกรรมที่มีคนเชื่อถือกันอยู่นั้นจะมีจริงหรือไม่ หรือเป็นอย่างไร? เพราะมันไม่ได้ช่วยให้เกิดความรู้และความเข้าใจ ที่จะสามารถนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้เลย

๔. โลกจินตา คือ เรื่องโลกๆ คือตอนนี้เรายังไม่ต้องสนใจเรื่องต่างๆของชาวโลก เช่นเรื่องทางวัตถุทั้งหลาย ที่ไม่เป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาเพื่อความพ้นทุกข์ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับโลก เช่น ใครสร้างโลก? โลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่? เป็นต้น และเรื่องของชีวิตหลังความตายด้วย เช่น ตายแล้วไปไหน? หรือ นรก สวรรค์ เป็นต้น ว่ามีจริงหรือไม่ หรือเป็นอย่างไร?

สรุปได้ว่าเรื่องที่ไม่ควรศึกษาเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องของความเชื่อที่ไกลตัวทั้งสิ้น ถ้าเรามาศึกษาเรื่องความเชื่อที่ไม่มีหลักการที่แน่ชัด ไม่มีเหตุผลมาอธิบายให้เข้าใจได้ และไม่มีของจริงหรือหลักฐานมายืนยัน แล้วจะเกิดปัญญาขึ้นมาได้อย่างไร? เพราะมันเป็นเรื่องที่มีแต่จะทำให้เกิดความงมงายมากขึ้นเท่านั้น ถ้าใครไปหลงศึกษาเข้า ก็อาจจะจมติดอยู่กับความเชื่อเหล่านี้ แล้วก็จะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ต่อหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้

ศึกษาจากร่างกายและจิตใจของเราเอง

การศึกษาเรื่องการดับทุกข์นี้ พระพุทธเจ้าสอนให้เราศึกษา จากชีวิตจริงของเราในปัจจุบัน ที่ยังมีความทรงจำดี และมีสติรู้สึกตัวดีอยู่นี้ เพราะความทุกข์มันก็เกิดที่ชีวิตของเรานี้ ดังนั้นการดับทุกข์มันก็ต้องมาดับที่ชีวิตของเรานี้ ถ้าจะไปดับเอาในชาติหน้าหรืออีกหมื่นชาติแสนชาติ ตามที่เชื่อกันอยู่ แล้วมันจะทำให้ความทุกข์ในชีวิตนี้ดับลงได้อย่างไร?

การศึกษาชีวิตของเรานี้ ก็ศึกษาจากตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ของเรานี่เอง โดยการพิจารณาดูจากความเป็นจริงว่า สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาจากเหตุอะไร? ตั้งอยู่ได้ด้วยเหตุอะไร? และดับหายไปเพราะขาดเหตุอะไร? ซึ่งเมื่อเข้าใจแล้วก็ให้มาพิจารณาดูอีกว่า เมื่อจิตของเราเกิดความยึดถือว่าชีวิตนี้คือตัวตนของเราจริงๆ (คือเกิดอุปาทาน) จิตจะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันทีจริงหรือไม่? และเมื่อจิตของเรา มีปัญญาและสมาธิพร้อมเมื่อใด ความยึดถือว่าชีวิตนี้คือตัวตนของเราจริงๆ จะดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) และทำให้ความทุกข์ดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) จริงหรือไม่?

ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล

เหตุ คือ สิ่งที่ทำให้เกิดผล และ ผล ก็เกิดมาจากเหตุ ซึ่งเหตุผลนี้เป็นสิ่งที่อธิบายให้เราเข้าใจถึงความจริงของธรรมชาติ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นมันเกิดขึ้นมาเหตุอะไร เมื่อเราเข้าใจถึงเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งใดขึ้นมาแล้ว ก็เรียกว่าเรามีความรู้ หรือความเข้าใจอย่างถูกต้อง ในสิ่งนั้น ตามความเป็นจริงของธรรมชาติแล้ว

แต่ถ้าเราไม่รู้หรือไม่เข้าใจ ถึงเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งใดขึ้นมา แล้วเราก็เชื่อตามคนอื่น ที่เขาบอกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นเหตุให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นมา อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นความรู้ หรือความเข้าใจที่แท้จริง แต่เป็นแค่เพียงความเชื่อตามคนอื่นเท่านั้น ดังนั้นความเชื่อจึงไม่จัดว่าเป็นความรู้ที่แท้จริง นักวิทยาศาสตร์เขาไม่เอาความเชื่อมาศึกษา เพราะไม่ทำให้ค้นพบความจริงของธรรมชาติได้ มีแต่จะทำให้หลงงมงายมากขึ้นเท่านั้น

พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนเป็นหลักเอาไว้ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี, เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เมื่อสิ่งนี้ดับหายไป สิ่งนี้จึงดับหายไป” ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้จักว่า “ทุกสิ่งเกิดขึ้นมาจากเหตุ ถ้าไม่มีเหตุมันก็ไม่เกิด หรือเมื่อเกิดมาจากเหตุแล้ว ถ้าเหตุของมันหายดับหายไป สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นก็จะดับหายตามไปด้วยทันที”

สิ่งที่เกิดขึ้นมาในชีวิตของเรานี้ มันย่อมจะมีเหตุผลของมันอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจจะไม่รู้ว่าเหตุของมันคืออะไรเท่านั้น โดยเฉพาะความทุกข์ของจิตใจเรา ที่มันก็ต้องเกิดมาจากเหตุในชีวิตปัจจุบันนี้อยู่แล้ว ถ้าเราค้นพบเหตุนั้นแล้ว เราก็มาดับที่เหตุของมัน ก็จะทำให้ความทุกข์มันดับหายได้  

แต่ถ้าเราเข้าใจผิดว่า เหตุของความทุกข์ของเรา เกิดมาจากกรรมเก่าของเรา ตั้งแต่ชาติก่อนๆ (ตามความเชื่อที่มาจากศาสนาพราหมณ์) ก็ย่อมจะทำให้เราเชื่อหรือเข้าใจว่า เราไม่สามารถที่หลุดพ้นจากความทุกข์ในชีวิตปัจจุบันได้ เพราะความทุกข์ในปัจจุบันนี้ มาจากเหตุที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ชาติก่อน จึงทำให้เราท้อแท้และไม่คิดจะศึกษา เรื่องความพ้นทุกข์ในปัจจุบัน เพราะเชื่อว่าทำไม่ได้ ดังนั้นจึงทำให้เราต้องจมอยู่ในความทุกข์ ไปจนตลอดชีวิต เพราะมีความเชื่อที่ผิดๆเช่นนี้

ศึกษาอย่างเป็นระบบ

การศึกษาของวิทยาศาสตร์นั้น เขาจะศึกษาอย่างเป็นระบบ คือมีทั้งการตั้งสมมติฐาน และการพิสูจน์สมมติฐาน เมื่อพิสูจน์แล้วพบว่าไม่ถูกต้อง เขาก็จะตั้งสมมติฐานใหม่ แล้วพิสูจน์ใหม่ จนพบความจริง อีกทั้งเขายังต้องพิสูจน์ หรือทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า จนแน่ใจ เขาจึงจะตั้งเป็นทฤษฎีขึ้นมาให้คนอื่นศึกษา

การค้นหาวิธีการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้า สมัยเพื่อพระองค์ยังไม่ทรงตรัสรู้นั้น ก็มีหลักเหมือนของนักวิทยาศาสตร์ คือ ตั้งสมมติฐานว่าอะไรคือสาเหตุของความทุกข์ แล้วก็ทดลองดับหรือทำให้สาเหตุของมันระงับลง เมื่อทดลองแล้ว ความทุกข์ก็ยังไม่ระงับหรือดับลงจริง ก็ตั้งสมมติฐานใหม่ แล้วก็ทดลองใหม่ จนความทุกข์ดับลงจริงๆ ซึ่งเมื่อทรงค้นพบวิธีการดับทุกข์แล้ว ก็ยังต้องทดลองปฏิบัติซ้ำ จนสามารถทำให้ความทุกข์ ไม่เกิดขึ้นมาได้อีกอย่างถาวร จึงได้ทรงตรัสรู้ (คือพูดได้ว่ารู้จริงแล้ว) ขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้า ที่หมายถึง ผู้ที่ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง และได้นำคำสอนที่ทรงตรัสรู้นั้น มาสอนแก่บุคคลที่สนใจปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ จนเกิดเป็นศาสนาขึ้นมา ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้หลักวิทยาศาสตร์มาค้นหาความจริงในเรื่องการดับทุกข์ จึงได้เกิดเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา

การสอนเรื่องการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้านั้น ก็ต้องสอนอย่างเป็นระบบ คือต้องสอนตั้งแต่ไม่รู้อะไรเลย ให้รู้ก่อน แล้วจึงค่อยๆสอนมากขึ้นตามลำดับ จนถึงระดับสูงสุด ซึ่งการสอนเรื่องการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้านั้น ก็ต้องสอนให้รู้จักก่อน ว่าความทุกข์นั้นคืออะไร? เมื่อรู้จักว่าความทุกข์คืออะไรแล้ว จึงจะสอนให้รู้ว่าสาเหตุของความทุกข์คืออะไร? เมื่อรู้จักว่าสาเหตุของความทุกข์คืออะไรแล้ว จึงจะสอนว่า เมื่อความทุกข์ดับลงแล้วจะเป็นอย่างไร? และเมื่อรู้ว่าความทุกข์ดับลงแล้วจะเป็นอย่างไรแล้ว จึงมาศึกษาวิธีการดับทุกข์เป็นอันดับสุดท้าย

สรุปได้ว่า การศึกษาเรื่องการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้านี้ ต้องศึกษาอย่างเป็นระบบเหมือนหลักวิทยาศาสตร์ จึงจะทำให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งในเรื่องการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้าได้ ถ้าศึกษาอย่างไม่เป็นระบบ ก็จะทำให้การศึกษาผิดพลาด แล้วก็จะทำให้ไม่เข้าใจหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้

ต้องพึ่งตนเอง

การศึกษาและปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ตามหลักอริยสัจของพระพุทธเจ้านี้ พระพุทธเจ้าจะสอนให้เราพึ่งตัวเอง คือต้องฟังหรืออ่านมาด้วยตนเองอย่างตั้งใจเพื่อให้จำได้ แล้วยังต้องมาพิจารณาหาเหตุผลอยู่เสมอ จนทำให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัดหรือทะลุปรุโปร่ง อีกทั้งยั้งต้องนำเอาความเข้าใจนั้นมาพิสูจน์หรือทดลองปฏิบัติอย่างจริงจัง จนเต็มตามมาตรฐานอีกด้วย จึงจะเกิดเป็นความเข้าใจและเห็นจริงขึ้นมาได้จริง หรือดับทุกข์ได้จริง (แม้เพียงชั่วคราว) 

ถ้าเราไม่พึ่งตัวเอง แต่ไปพึ่งคนอื่น หรือพึ่งสิ่งที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ ให้มาช่วยดับทุกข์ เช่น พึ่งเทพเจ้า หรือพึ่งการสดมนต์ พึ่งพิธีกรรมต่างๆ พึ่งการทำบุญมากๆ หรือพึ่งบุญบารมีของครูบาอาจารย์ เป็นต้น จะไม่ทำให้ความทุกข์ดับหายไปได้ เพราะไม่ได้ดับที่เหตุของมัน แต่กลับไปใช้วิธีเหมือนกับการติดสินบนเทพเจ้า ให้มาช่วยดลบันดาลให้เราพ้นจากความทุกข์ ตามหลักของศาสนาประเภทเทวนิยม ดังนั้นจึงทำให้ความทุกข์ไม่ดับลงได้จริงๆ จะได้ก็เพียงแค่ความสบายใจบ้างเท่านั้น

อริยสัจ ๔ เดิมเป็นวิทยาศาสตร์

หลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ ดั้งเดิมแล้วเป็นหลักที่ตรงกับหลักวิทยาศาสตร์ คือเป็นคำสอนที่มีเหตุมีผล พิสูจน์ได้ และสามารถปฏิบัติได้จริง คือใช้ดับทุกข์หรือช่วยให้พ้นทุกข์ได้จริง โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับใคร หรือให้ใครมาช่วย แต่ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานไปแล้ว คำสอนอริยสัจ ๔ ของพระองค์ก็ค่อยๆถูกกลืนไปด้วยคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่มีอำนาจอยู่ในยุคนั้น จนทำให้อริยสัจ ๔ ของพระองค์ ถูกเข้าใจผิดไป

โดยหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า ได้ถูกตีความให้ผิดเพี้ยนไปจากหลักดั้งเดิมที่เป็นวิทยาศาสตร์ แล้วกลายมาเป็นอริยสัจ ๔ ที่เป็น ไสยศาสตร์ ที่หมายถึง ความรู้ของคนที่หลับใหล หรือ คนที่ยังไม่ตื่น (คือยังไม่มีสติปัญญา) ที่มีแต่ความเชื่อ ที่ห้ามถาม ห้ามสงสัย พิสูจน์ไม่ได้ และนำมาใช้ดับทุกข์ในชีวิตปัจจุบันของเราไม่ได้ ซึ่งคำสอนที่ผิดเพี้ยนนี้ก็ได้สืบทอดมาจนถึงเราในปัจจุบัน โดยชาวพุทธเกือบทั้งหมดไม่รู้ตัว ว่าคำสอนที่นับถืออยู่นี้เป็นพราหมณ์ ไม่ใช่พุทธแท้ๆ หรือไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า มีเพียงชื่อเท่านั้นที่เป็นพุทธ แต่คำสอนส่วนใหญ่ กลับเป็นของพราหมณ์

พระพุทธเจ้าสอนให้ดับทุกข์ที่นี่และเดี๋ยวนี้

หลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ เป็นคำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของชีวิตในปัจจุบัน คือปัญหาสำคัญที่สุดหรือใหญ่หลวงที่สุด หรือน่ากลัวที่สุดของมนุษย์ทุกคนก็คือ ความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนเรื่องที่เป็นประโยชน์สูงสุด ซึ่งก็คือเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ที่เรียกว่า ดับทุกข์ที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือความทุกข์มันเกิดที่ไหนหรือเมื่อไร ก็ดับมันที่นั่นหรือเมื่อนั้นทันที และเมื่อชีวิตมันมีความทุกข์ ก็ต้องปฏิบัติเพื่อให้ชีวิต หลุดพ้นจากความทุกข์ หรือไม่มีความทุกข์ไปจนตลอดชีวิต

ความเข้าใจผิดต่อหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ชาวพุทธเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน กำลังมีความเข้าใจที่ผิดต่อหลักอริยสัจ ๔ เป็นอย่างมาก จนเรียกได้ว่าจากหน้ามือกลายเป็นหลังมือเลยทีเดียว คือเข้าใจผิดไปว่า หลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ เป็นการปฏิบัติเพื่อสั่งสมบารมี (คุณสมบัติหรือพลังอำนาจที่จะทำให้บรรลุถึงนิพพาน) เอาไว้ เพื่อที่จะได้พ้นทุกข์ (หรือนิพพาน) ในชาติต่อๆไป หรือในอีกหมื่นชาติแสนชาติ

อีกทั้งเรื่องนิพพาน ก็ยังเข้าใจหรือเชื่อกันผิดๆไปอีก คือส่วนใหญ่จะเชื่อว่า นิพพานคือการตายแล้วไม่กลับมาเกิดเป็นคนหรืออะไรๆ (เช่น สัตว์เดรัจฉาน หรือเทวดา หรือพระพรหม เป็นต้น) อีกต่อไป คือเรียกว่าตายแล้วดับสูญไปเลย แต่ก็มีบางคนที่เชื่อว่า นิพพานเป็นดินแดน หรือเป็นบ้านเป็นเมือง หรือเป็นสภาวะที่มีแต่ความสุข ไม่มีความทุกข์ใดๆเลยชั่วนิรันดร คือเรียกว่าตายแล้วไปเกิดเป็นตัวตนอมตะ ที่มีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์อยู่ชั่วนิรันดร

ความเข้าใจผิดของชาวพุทธเกิดมาจากอะไร?

เหตุที่ทำให้ชาวพุทธในปัจจุบัน เกิดความเข้าใจผิดในหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านั้นก็เป็นเพราะ ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนชีพอยู่นั้น เป็นยุคที่ผู้คนสนใจในการศึกษาและปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์กันอยู่มาก และได้เกิดลัทธิหรือศาสนาขึ้นมามากมาย ซึ่งศาสนาตั้งเดิมของชาวอินเดียนั้นก็คือศาสนาพราหมณ์ (หรือต่อมาเปลี่ยนชื่อมาเป็นศาสนาฮินดู) ที่สอนเรื่องการมีตัวตนอมตะ (ที่เรียกว่า อาตมัน หรืออัตตา) โดยศาสนาพราหมณ์นี้ก็มีผู้คนนับถือกันอยู่มากมายในยุคนั้น ซึ่งศาสนาพราหมณ์นี้ไม่มีศาสดา แต่จะมีพราหมณ์ซึ่งเป็นคนธรรมดาที่ทำหน้าที่เผยแพร่คำสอนและทำพิธีต่างๆ ซึ่งเมื่อมีผู้นับถือมากๆ ก็จะทำให้พราหมณ์เหล่านี้มีทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง และมีอำนาจในทางการเมือง

พราหมณ์สอนว่าจิตวิญญาณของเราเป็นอัตตา

โดยหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์นี้จะสอนว่า สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดที่สร้างสิ่งทั้งหลายขึ้นมา และควบคุมหรือดลบันดาล ให้สิ่งทั้งหลายเป็นไปนั้นก็คือเทพเจ้า (หรือพระเจ้า) ที่เป็นผู้มีฤทธิ์เดชมาก และมีตัวตนที่เป็นอมตะที่เรียกว่า “อัตตา” ซึ่งเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์นั้นมีมากมาย แต่เทพเจ้าสูงสุดเพียง ๓ พระองค์ คือมีพระพรหม ที่เป็นผู้ที่สร้างโลกและมนุษย์รวมทั้งสัตว์ทั้งหลายขึ้นมา และมีพระนารายณ์ที่เป็นผู้คอยรักษามนุษย์และโลก รวมทั้งมีพระอิศวรที่เป็นผู้ทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา

โดยพระพรหมนี้จะเป็นจิตหรือวิญญาณที่เป็น “อัตตาใหญ่” ส่วนจิตหรือวิญญาณของคนหรือสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายนั้น จะเป็น “อัตตาน้อย” ที่แยกออกมาจากอัตตาใหญ่ หรือจากพระพรหมอีกที ซึ่งจิตหรือวิญญาณของคน และสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ที่เป็นอัตตาหรือเป็นตัวตนอมตะนี้เอง ที่สามารถออกจากร่างกายที่ตายไปแล้ว เพื่อไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้เรื่อยไป ที่เรียกว่า การเวียนว่ายตายเกิด

 โดยจิตหรือวิญญาณของคนเราที่เป็นอัตตานี้เอง ที่เวียนว่ายตายเกิดไปตามกรรมหรือตามการกระทำของตนเอง คือคนที่ฝึกสมาธิมากๆ ตายไปก็จะได้ไปเกิดเป็นพรหม ที่อยู่บนสวรรค์ของพระพรหม ส่วนคนที่ได้ทำความดีไว้มากๆ ตายไปก็จะได้ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์  (ที่เชื่อกันว่าอยู่ฟ้า) เมื่อตายจากเทวดาแล้ว ก็ยังมาเกิดเป็นคนหรือมนุษย์ที่สุขสบายอีก

ส่วนคนที่ทำชั่วไว้มากๆ เมื่อตายไปก็จะไปเกิดเป็นสัตว์นรก ในนรก (ที่เชื่อกันว่าอยู่ใต้ดิน) เมื่อพ้นโทษจากนรกแล้ว ก็ยังต้องมาเกิดเป็นคน ที่มีแต่ความลำบากยากจนอีก หรือไปเกิดเป็นเปรตที่หิวโหย เกิดเป็นอสุรกาย (หรือผี) เร่ร่อน ที่กลัวแสงสว่าง และชอบหลอกหลอนผู้คนให้กลัวในเวลากลางคืน หรือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานที่โง่เขลา ให้มนุษย์นำมาใช้แรงงาน และมาเป็นอาหารของมนุษย์ เป็นต้น ไปตามกรรมที่ได้ทำไว้ตอนยังมีชีวิตอยู่

จนกว่าใครจะเบื่อหน่ายต่อการเวียนว่ายตายเกิด แล้วหันมาปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ตามหลักการของศาสนา เช่น สวดมนต์ ฝึกสมาธิ หรือทรมานร่างกาย เป็นต้น จนให้จิตหรือวิญญาณบริสุทธิ์จากกิเลส หรือหมดสิ้นกรรมแล้ว จิตหรือวิญญาณของผู้นั้น ก็จะกลับคืนไปรวมกับพระพรหม และมีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์ใดๆอีกเลยอยู่ชั่วนิรันดร ซึ่งนี่คือจุดหมายสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ 

ศาสนาพราหมณ์จะใช้ความเชื่อเป็นหลักในการสอน

หลักสำคัญของศาสนาพราหมณ์นี้ก็คือ จะสอนให้มีความเชื่อมั่นในเทพเจ้าเป็นหลัก คือให้เชื่อว่าเทพเจ้าทั้งหลายมีจริง, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือธรรมชาติมีจริง, จิตวิญญาณของคนเราและสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายเป็นอัตตาหรือตัวตนอมตะจริงๆ, นรกสวรรค์ที่เป็นสถานที่มีจริง, เทวดา นางฟ้า ผี เปรต อสุรกาย ยักษ์ เป็นต้น ที่เป็นตัวตนบุคคลมีจริง, บุญ (การทำความดีและได้รับผลดี เช่นได้ขึ้นสวรรค์เป็นต้น) และบาป (การทำความชั่วที่ต้องได้รับโทษ เช่นตกนรกเป็นต้น) มีจริง, การเวียนว่ายตายเกิดไปตามกรรมมีจริง, นิพพานหรือความพ้นทุกข์ และได้ไปอยู่กับพระพรหมชั่วนิรันดรมีจริง  

เมื่อผู้คนที่นับถือ มีความเชื่อมั่นเช่นนี้แล้ว ทีนี้ก็จะสอนได้ง่าย ควบคุมได้ง่าย เมื่อควบคุมได้ง่ายเช่นนี้ ก็เป็นโอกาสที่จะสั่งสอนให้เป็นคนดีได้ง่าย เมื่อเป็นคนดีก็จะทำให้ผู้นั้นมีความปกติสุขได้ และถ้าสังคมมีคนดีมากๆ สังคมก็สงบสุข ซึ่งนี่คือผลดีจากการใช้ความเชื่อเป็นหลักในการสอน แต่มันก็ทำให้คนที่เชื่อนั้นเป็นคนที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีสติปัญญา ดังนั้นคนที่นับถือศาสนาพราหมณ์ จึงเป็นคนที่ไม่มีความรู้ หรือชาวบ้านทั่วๆไปเสียเป็นส่วนใหญ่

พระพุทธเจ้าสอนตรงข้ามกับพราหมณ์

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ทรงเพียบพร้อมไปด้วยความสุขอย่างเต็มที่ เท่าที่จะหาได้ในสมัยนั้น ได้เกิดความเบื่อหน่ายในความสุข ที่ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า ไร้สาระ คือไม่เที่ยงแท้ถาวร ไม่นานความแก่ ความเจ็บ และความตาย ที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างที่สุด หรือทำให้เกิดความทุกข์ใจ อย่างสูงสุดก็จะมาถึง จึงได้ทรงเสด็จออกผนวชเพื่อค้นหาความพ้นทุกข์ เหมือนพวกฤๅษีหรือนักบวชในสมัยนั้นทำกันอยู่

เมื่อทรงศึกษาค้นคว้าและทดลองปฏิบัติด้วยพระองค์เองอยู่ ๖ ปี ก็ได้ทรงค้นพบ (ตรัสรู้) วิธีการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ด้วยพระองค์เอง จึงได้ทรงประกาศตนว่าทรงเป็นพุทธะ หรือเป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องความพ้นทุกข์ด้วยตนเอง ซึ่งต่อมาก็ได้มีผู้คนหันมานับถือพระพุทธองค์มากขึ้น จนกลายเป็นลัทธิ หรือศาสนาใหม่ที่สอนโดยใช้เหตุผลและความจริง

หลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จะตรงข้ามกับหลักของศาสนาพราหมณ์ คือจะสอนให้ผู้นับถือนั้นเกิดปัญญา คือจะสอนให้เป็นคนรู้จักใช้เหตุผลในการศึกษาและปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ รวมทั้งสอนให้ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต ซึ่งนี่ก็เท่ากับเป็นการสอนไม่ให้เชื่ออะไรงมงายที่พิสูจน์ไม่ได้ หรือไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล มาอธิบายให้เข้าใจได้

พระพุทธเจ้าสอนว่าจิตวิญญาณของคนเราเป็นอนัตตา

โดยหลักคำสอนที่สำคัญที่สุดของพระพุทธเจ้าก็คือ คำสอนเรื่องจิตหรือวิญญาณของคนเราและสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้เป็น อนัตตา ที่หมายถึง ไม่ใช่อัตตา คือเป็นการปฏิเสธหรือไม่ยอมรับว่าจิตหรือวิญญาณของตนเรา และสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้เป็นอัตตาตามที่ศาสนาพราหมณ์สอน รวมทั้งพระองค์ก็ทรงปฏิเสธ เรื่องความมีอยู่ของเทพเจ้าทั้งหลายของศาสนาพราหมณ์อีกด้วย

โดยพระองค์ทรงสอนว่า ทุกสิ่งมันเป็นไปตามธรรมชาติหรือธรรมดาของมันเอง โดยไม่มีใครมาคอบควบคุมหรือดลบันดาล ซึ่งนี่ก็เท่ากับเป็นการไม่ยอมรับเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดตามกรรม เรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า รวมทั้งเรื่องผี เทวดา นางฟ้า เป็นต้น ว่ามีอยู่จริง นั่นเอง ซึ่งคำสอนเรื่องจิตหรือวิญญาณทั้งหลายเป็นอนัตตานี้เอง ที่เป็นหัวใจของปัญญา ที่นำมาใช้ปฏิบัติคู่กับสมาธิ โดยมีศีลเป็นพื้นฐาน สำหรับนำมาใช้ดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า

พราหมณ์ได้กลืนพุทธเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว

เมื่อมีผู้คนหันมานับถือพุทธศาสนามากขึ้น ก็ทำให้พวกพราหมณ์ทั้งหลายสมัยนั้นไม่พอใจ แต่ก็ไม่สามารถลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ เพราะไม่สามารถเอาความเชื่อมาหักล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ประกอบด้วยเหตุผลและมีความจริงมายืนยันได้ จนเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน (คือตาย) ไปแล้วไม่นาน พวกพราหมณ์ก็ได้พยายามกลืนศาสนาพุทธ โดยใช้อุบายแต่งเรื่องเป็นคำสอนขึ้นมาใหม่ว่า “พระนารายณ์ได้อวตารมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า แล้วมาสอนผิดๆ เพื่อให้พวกอสูร (พวกนอกศาสนา) ในยุคนั้น ที่กำลังมีฤทธิ์กล้าแข็ง ให้อ่อนแรงลง และมารวมกันไว้ เพื่อจะได้กำจัดได้ง่ายๆ” 

เมื่อเกิดคำสอนเช่นนี้ขึ้นมา คนที่ไม่มีความรู้ และเชื่อในคำสอนของศาสนาพราหมณ์อยู่ก่อนแล้ว ก็จึงเกิดความเข้าใจว่า แท้จริงพระพุทธเจ้าก็คือพระนารายณ์อวตารมานั่นเอง ดังนั้นคนที่นับถือศาสนาพราหมณ์ จึงนับถือพระพุทธเจ้าด้วย แต่การนับถือของเขานั้น กลับเป็นการนับถือว่าพระองค์เป็นแค่คนรับใช้ที่ต่ำต้อยเท่านั้น และก็ไม่ได้นับถือคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วย เพราะเชื่อว่าเป็นคำสอนที่ผิดที่ปฏิบัติตามแล้วจะเกิดโทษ

นี่เองที่ทำให้คนทั่วไปเกิดความเข้าใจผิดว่า พุทธศาสนาเป็นเพียงกิ่งหรือสาขาหนึ่ง ที่แยกมาจากศาสนาพราหมณ์เท่านั้น เพราะเชื่อตามเรื่องที่พราหมณ์แต่งขึ้นมา ซึ่งก็ยากที่จะแก้ไขให้คนทั่วไปเข้าใจได้ เพราะพุทธศาสนาที่แท้จริง เป็นคำสอนที่ยากเกินสติปัญญาที่เขาจะรับได้

นี่เองที่เป็นเหตุให้คนในสมัยนั้น ไม่มานับถือพุทธศาสนา และแม้คนที่นับถืออยู่ ก็ไม่นำคำสอนอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้ามาศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจัง จึงทำให้หลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าถูกลืมเลือนไป คือไม่มีใครสนใจนำมาศึกษาและปฏิบัติอย่างจริง จนทำให้ศาสนาพุทธในสมัยนั้นค่อยๆเสื่อมลง

ถึงแม้ในช่วงนั้นจะมีคนที่นำคำสอนที่แท้จริง เรื่องความเป็นอนัตตาของจิตหรือวิญญาณมาสอน ก็ถูกต่อต้านและถูกทำร้าย จนไม่มีใครกล้านำมาสอนอีก เพราะกลัวถูกกำจัด จึงทำให้คนที่เข้าใจคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ค่อยๆหมดสิ้นไป จนกลายเป็นศาสนาที่เกือบจะสาบสูญไปในช่วงนั้น

การประยุกติคำสอนเพื่อความอยู่รอด

แต่ก่อนที่พุทธศาสนาจะเสื่อมสิ้นไปจากอินเดีย ก็ได้มีผู้พยายามประยุกติคำสอนของพุทธศาสนาใหม่ โดยการแต่งเรื่องราวมาเสริมคำสอนดั้งเดิมว่า “พระพุทธเจ้านั้น ตั้งแต่อดีตชาติ (คือหลายหมื่นหลายแสนชาติมาแล้วจนนับไม่ถ้วน) ได้บำเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งชาติสุดท้ายได้เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา”

รวมทั้งก็ยังนำเอาหลักกรรม หรือเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเพื่อรับผลกรรม รวมทั้งเรื่องเทวดา นางฟ้า เรื่องเทพเจ้า เรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า เป็นต้น ที่เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ เข้ามารวมเป็นคำสอนของพุทธศาสนาอีกด้วย ซึ่งนี่ก็คือการยอมรับ เรื่องจิตหรือวิญญาณของคน และสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายว่าเป็นอัตตา ตามหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์นั่นเอง

นี่เองที่ทำให้พุทธศาสนาในสมัยนั้นเริ่มเจริญขึ้น เพราะได้รับการยอมรับจากศาสนาพราหมณ์ในยุคนั้น คือคำสอนส่วนใหญ่จะเหมือนกับหลักของศาสนาพราหมณ์ คือเรื่องกรรม เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และเรื่องเทวดา นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม เป็นต้น รวมทั้งเรื่องการปฏิบัติตามหลักอริยสัจ ๔ เพียงแต่มีจุดหมายสูงสุดต่างกันเท่านั้น คือของพราหมณ์นั้นเมื่อหมดกิเลสหรือกรรมแล้ว ก็จะกลับไปรวมอยู่กับพระพรหมชั่วนิรันดร แต่ของพุทธจะสอนว่าเมื่อหมดกิเลสหรือกรรมแล้วก็จะไม่กลับมาเกิดให้เป็นทุกข์อีก ที่เรียกว่านิพพาน

ต่อมาพุทธศาสนาที่ประยุกติขึ้นมาใหม่นี้ ก็ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาในอินเดียอยู่หลายปี ซึ่งก็ได้มีการนำหลักคำสอนใหม่นี้บันทึกเป็นตำราเอาไว้ โดยไม่ทิ้งคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า ที่แม้จะศึกษาแล้วไม่เข้าใจก็ตาม และมีการนำออกไปเผยแพร่ยังประเทศต่างๆทั่วโลกด้วย ก่อนที่จะเสื่อมลงและสาบสูญไปจากอินเดียในที่สุด

นี่เองที่ทำให้ยังมีคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ซ่อนอยู่ในคำสอนที่แต่งขึ้นมาใหม่ ที่สืบต่อมาจนถึงรุ่นเราในปัจจุบัน ซึ่งในยุคใหม่นี้ก็ได้ท่านพระอาจารย์พุทธทาส ที่ได้ศึกษาค้นคว้า จนพบคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า และได้นำมาเผยแพร่ จนทำให้ปัญญาชนของโลก ได้พบคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้อีกครั้ง แต่ปัญญาชนสมัยนี้ก็ยังมีน้อยอยู่ เพราะคนมีความรู้ส่วนใหญ่ จะเป็นพาลชนกันไปเสียเกือบหมด ดังนั้นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า จึงยังไม่ค่อยมีใครได้รู้จัก

สรุปคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าไว้ในประโยคเดียว

เคยมีผู้ไปถามพระพุทธเจ้าว่า “คำสอนทั้งหมดของพระพุทธองค์นั้นสรุปได้ว่าอย่างไร?” ซึ่งพระองค์ทรงตรัสตอบว่า คำสอนทั้งหมดของพระองค์จะสรุปอยู่ที่ “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน (คำว่า อัตตา หมาย ถึงตัวตนที่แท้จริง)”  ซึ่งความหมายของประโยคนี้ก็คือ ไม่ให้เรายึดถือ (อุปาทาน แปลว่า ความยึดถือเอาไว้ด้วยความรักหรือความพึงพอใจ) เอาร่างกายและจิตใจ ที่เราสมมติเรียกว่าเป็นตัวเรา-ของเรานี้ ว่ามันเป็นตัวเรา-ของเราจริงๆ เพราะถ้าจิตโง่ไปยึดถือเข้าเมื่อใด จิตโง่นั้นก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที แต่ถ้าจิตนี้มีปัญญาและสมาธิ ก็จะไม่เกิดความยึดถือ และไม่เกิดความทุกข์ใดๆ ซึ่งนี่ก็คือการสรุปหลักอริยสัจ ๔ ที่สั้นที่สุดนั่นเอง

ประโยคที่สรุปนี้ คือคำสอนที่เป็นหัวใจของคำสอนทั้งหมด ของพระพุทธเจ้า หรือของพุทธศาสนา ดังนั้นถ้าใครสามารถเข้าใจประโยคนี้ได้อย่างถูกต้อง ก็เท่ากับว่าได้รู้จักคำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนาแล้ว ถ้าใครปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้ปฏิบัติตาม คำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนาแล้ว และถ้าใครได้รับผลเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้รับผลทั้งหมดจากพุทธศาสนาแล้ว

อริยสัจ ๔ ความจริงอันประเสริฐ

อริยสัจ  แปลว่า  ความจริงอันประเสริฐ ซึ่งอริยสัจนี้เป็นคำสอนเรื่องความทุกข์ของจิตใจมนุษย์ ซึ่งความทุกข์นี้เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดของมนุษย์ทุกคน และอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้เอง ที่เป็นคำสอนถึงวิธีการดับทุกข์ หรือการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ของจิตใจมนุษย์ ดังนั้นจึงทำให้คำสอนนี้เป็นคำสอนที่มีคุณค่าหรือประโยชน์สูงสุด จึงได้เรียกคำสอนนี้ว่าอริยสัจ โดยอริยสัจนี้ก็สรุปได้ ๔ ประการ คือ

๑. ทุกข์ คือ ความทุกข์ ซึ่งก็ได้แก่ ความทุกข์ของจิตใจมนุษย์ ที่สรุปอยู่ที่ ความยึดมั่น (อุปาทาน) ในชีวิตของตนเองว่าเป็นตัวตน-ของตน (หรือตัวเรา-ของเรา) และแสดงอาการออกมาเป็น ความเศร้าโศก หรือความเสียใจ ความไม่สบายใจ เป็นต้น

๒. สมุทัย คือ เหตุของความทุกข์ ซึ่งก็ได้แก่ความรู้และความเข้าใจผิด (ที่เรียกว่า อวิชชา) ว่าชีวิตนี้คือตัวตน-ของตน (หรือตัวเรา-ของเรา) จริงๆ

๓. นิโรธ คือ ความไม่มีทุกข์ ซึ่งก็ได้แก่ นิพพาน ที่หมายถึง ความสงบเย็นของจิตใจ

๔. มรรค คือ วิธีการดับทุกข์ ซึ่งก็ได้แก่ การใช้ปัญญากับสมาธิมาร่วมกันดับทุกข์ โดยมีศีลเป็นพื้นฐาน

สรุปง่ายๆก็คือ อริยสัจ ๔ นี้เป็นคำสอนถึงเรื่อง การเกิดขึ้นของความทุกข์ และวิธีการปฏิบัติเพื่อให้จิตไม่มีความทุกข์ ทั้งอย่างชั่วคราว (คือเป็นครั้งเป็นคราว) และถาวร (คือตลอดไปเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่) โดยหลักในการศึกษานั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจก่อนว่าความทุกข์คืออะไร? เมื่อเข้าใจว่าความทุกข์คืออะไรแล้ว ก็จะทำให้เข้าใจได้ต่อไปว่าสาเหตุของความทุกข์ และความไม่มีทุกข์ รวมทั้งวิธีการดับทุกข์ที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร? แต่ถ้าเรารู้จักความทุกข์ผิด ก็จะทำให้เข้าใจถึงสาเหตุของความทุกข์ และความไม่มีทุกข์ รวมทั้งวิธีการดับทุกข์ผิดไปด้วยทั้งหมด

ความยึดถือคือความทุกข์

ความทุกข์ที่พระพุทธเจ้าสอนนี้ หมายถึงความทุกข์ของจิตใจ ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความยึดถือ คือคำว่า อุปาทาน แปลว่า ความยึดถือ หรือ ความยึดมั่น ซึ่งหมายถึง อาการที่จิตของเราไปยึดเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแบกไว้ ด้วยความรักหรือความพอใจ (คือด้วยกิเลส) คือเมื่อใดที่จิตใจของเราเกิดความความยึดถือขึ้นมา มันจะมีความทุกข์เกิดขึ้นมาด้วยเสมอ ซึ่งเมื่อเกิดความทุกข์ขึ้น ก็จะทำให้จิตใจของเราเกิดความรู้สึกที่ทนได้ยาก หรือรู้สึกทรมาน หรือที่เราเรียกกันว่า ความเศร้าโศก หรือความเสียใจ หรือความไม่สบายใจ นั่นเอง

สรุปอุปาทานก็คือ การที่จิตไปยึดถือเอา ตัวจิตเอง ว่าเป็น “ตัวเรา” และยึดถือร่างกายนี้ กับสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับร่างกายนี้ เช่น สามีหรือภรรยา ลูก พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ เพื่อน คนรู้จัก รวมทั้งทรัพย์สมบัติ สิ่งของต่างๆ และเกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นต้น ว่าเป็น “ของเรา” อย่างที่เราชอบเรียกรวมๆกันว่า “ตัวเรา-ของเรา”

สิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาตินี้ มันจะมีความจริงอยู่ ๓ ประการเกิดขึ้นมาด้วยเสมอ คือ (๑) อนิจจัง คือ ไม่เที่ยง คือต้องแตกสลาย (ใช้กับวัตถุ) หรือตาย (ใช้กับร่างกาย) หรือดับหายไป (ใช้กับจิต) ในที่สุด ไม่ช้าก็เร็ว (๒) ทุกขัง คือ ต้องทนอยู่ คือต้องทนประคับประคองสภาพความเป็นตัวเองเอาไว้ด้วยความยากลำบาก และ (๓) อนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของใครๆหรือของสิ่งใดๆทั้งสิ้น

เมื่อจิตเราไม่รู้หรือไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับความจริงทั้ง ๓ นี้ จึงทำให้จิตเกิดความยึดถือ (อุปาทาน) เอาจิตของธรรมชาตินี้ว่าเป็นตัวเอง (หรือตัวเรา) และยังไปยึดถือเอาร่างกายและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างกายว่าเป็นของตน (หรือของเรา) เข้า คือไปหลงรักสิ่งเหล่านี้เข้าจนกลายเป็นความผูกพันที่ยากจะห้ามใจไม่ให้รักได้ 

เมื่อเรารักหรือผูกพันกับสิ่งใดแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่เราจะต้องเกิดความห่วงใยสิ่งนั้น เพราะกลัวว่าสิ่งนั้นจะจากเราไป และกลัวว่าสิ่งนั้นจะเกิดความทุกข์หรือเดือดร้อน ซึ่งความวิตกกังวล หรือความเครียด ที่เกิดจากความห่วงใยนี้เอง ที่เป็นความทุกข์ที่เกิดมาจากความยึดถือ ยิ่งรักมากหรือผูกพันมาก ก็จะยิ่งมีความทุกข์มาก

เมื่อสิ่งที่เรายึดถือเอาไว้นั้น มันต้องเปลี่ยนแปลงไป หรือพลัดพรากจากเราไปตามธรรมชาติของมัน (เพราะความไม่เที่ยง) ก็แน่นอนว่าจะยิ่งทำให้จิตของเรา เกิดความเศร้าโศก  หรือความเสียใจอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็คือความทุกข์ที่เกิดมาจากความยึดถือ ยิ่งรักมากหรือผูกพันมาก ก็จะยิ่งมีความทุกข์มาก

ความยึดมั่นในชีวิตคือความทุกข์

เมื่อร่างกายของเรากำลังมีความยากลำบาก เช่น เหนื่อย หนัก  หรือเมื่อร่างกายของเรามีสภาพที่ไม่น่ารัก เช่น แก่ชรา หรือพิการ หรือไม่งดงาม หรือเมื่อร่างกายของเรากำลังเกิดความรู้สึกที่ทรมาน เช่น เจ็บ ปวด หิว กระหาย หนาว ร้อน เป็นต้น หรือเมื่อร่างกายของเรากำลังป่วยไข้ แล้วจิตโง่นี้ก็ไปยึดถือว่ามีตัวเรา ที่เป็นผู้ที่มีร่างกายที่มีภาวะที่ไม่น่ายินดีเหล่านี้ ซึ่งก็จะทำให้จิตโง่นี้ เกิดความเศร้าโศก หรือความเสียใจอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็คือความทุกข์จากอุปาทาน

เมื่อสิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างกายของเรา เช่น สามีหรือภรรยา ลูก พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ เพื่อน คนรู้จัก รวมทั้งทรัพย์สมบัติ สิ่งของต่างๆ และเกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นต้น ต้องพลัดจากเราไป แล้วจิตโง่นี้ก็ไปยึดถือว่ามีตัวเรา ที่เป็นผู้ที่กำลังมีความพลัดพราก ซึ่งก็จะทำให้จิตโง่ที่ยึดถือนี้ เกิดความความเศร้าโศก หรือความเสียใจอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็คือความทุกข์จากอุปาทาน

เมื่อชีวิต (คือร่างกายกับจิตใจ) ต้องประสบกับบุคคล หรือสิ่งหรือสภาพที่น่าเกลียด น่ากลัว หรือไม่น่ารัก แล้วจิตโง่ก็ไปยึดถือว่า มีตัวเราที่กำลังประสบกับบุคคล หรือสิ่งหรือสภาพที่ไม่น่ารักอยู่ แล้วจิตโง่นี้ก็จะเกิดความความเศร้าโศก หรือความเสียใจอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็คือความทุกข์จากอุปาทาน

เมื่อชีวิตมีความหวังหรืออยากจะได้สิ่งใด แล้วไม่ได้สิ่งนั้นตามที่อยากจะได้ (คือผิดหวัง) แล้วจิตโง่ก็ไปยึดถือว่า มีตัวเราที่เป็นผู้ผิดหวัง ซึ่งก็จะทำให้จิตโง่นี้ เกิดความความเศร้าโศก หรือความเสียใจอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็คือความทุกข์จากอุปาทาน

สุดท้ายเมื่อชีวิตกำลังจะตายไปตามธรรมชาติ แล้วจิตโง่นี้ก็ไปยึดถือมีตัวเราที่กำลังจะตาย ซึ่งก็จะทำให้จิตโง่นี้เกิดความเศร้าโศก หรือเสียใจอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็คือความทุกข์จากอุปาทาน

ต้องรู้จักความทุกข์เปิดเผย-ความทุกข์ซ่อนเร้น

ทั้งหมดที่ได้บรรยายมานี้คือความทุกข์ที่เห็นได้ง่าย จึงเรียกว่าเป็น ความทุกข์เปิดเผย แต่ยังมีความทุกข์ที่เห็นได้ยากอยู่อีก ที่เรียกว่า ความทุกข์ซ่อนเร้น คือเมื่อเราเกิดความยึดถือในสิ่งใด แล้วสิ่งนั้นยังอยู่กับเรา และทำให้เราเกิดความสุข ซึ่งในขณะที่จิต กำลังเกิดความรักหรือความพอใจในสิ่งที่ยึดถืออยู่นั้น จิตจะเกิดความรู้สึกหนัก เหนื่อย กระวนกระวาย หรือไม่สงบ ไม่ปกติ หรือไม่สบาย อยู่ด้วยอย่างเงียบๆ

ความรู้สึกหนัก เหนื่อย กระวนกระวาย หรือไม่สงบ ไม่ปกติ หรือไม่สบายนี้เอง ที่เป็นความรู้สึกที่ทนได้ยาก หรือทรมาน ที่ซ่อนอยู่ภายใน โดยมีความสุขที่น่าพอใจหุ้มห่ออยู่ภายนอก ซึ่งนี่ก็คือความทุกข์ด้วยเหมือนกัน แต่มันซ่อนเร้นอยู่ ต้องสังเกตจึงจะพบ แต่แม้ความทุกข์ซ่อนเร้นนี้ มันจะไม่รุนแรงเท่าความทุกข์เปิดเผย แต่มันก็ทำให้จิตเกิดความทุกข์หรือทรมานได้ไม่แพ้ความทุกข์เปิดเผยเหมือนกัน

สรุปได้ว่า ความทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านั้น จะหมายถึงทั้งความทุกข์เปิดเผย และความทุกข์ซ่อนเร้นด้วย จึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องรู้จักให้ถูกต้องว่า ความทุกข์ไม่ใช่จะหมายถึงความเศร้าโศกหรือเสียใจเท่านั้น แต่มันยังมีความทุกข์ที่เป็นความรู้สึกหนัก เหนื่อย ทรมาน ที่เกิดขึ้นขณะที่เรากำลังมีความพอใจในความสุขอีกด้วย ถ้าใครไม่ยอมรับความทุกข์ซ่อนเร้นนี้ ก็ยากที่จะศึกษาให้เกิด ความเข้าใจในหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าได้

ต้องรู้จักคำว่า “ความเคยชิน” ก่อน

พระพุทธเจ้าได้สอนว่า ต้นเหตุของความทุกข์ก็คือ “ความเคยชินของอวิชชา” แต่ก่อนอื่น เราต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่า “ความเคยชิน” กับคำว่า “อวิชชา” ก่อน คือการที่จิตของเราเคยทำอะไรซ้ำๆหรือบ่อยๆ มันก็จะกลายเป็นความเคยชิน (หรือที่เราเรียกกันว่านิสัย ซึ่งสมัยใหม่เรียกว่า จิตใต้สำนึก) ยิ่งถ้าเราเคยทำอะไรบ่อยมากๆ ความเคยชินก็จะยิ่งมากตามไปด้วย ที่นี้เวลาที่เราจะทำสิ่งนั้นอีก มันก็จะทำได้ง่าย แม้โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ มันก็ทำได้เหมือนมันทำได้ด้วยตัวเอง

 แต่ที่สำคัญก็คือ เมื่อเวลาเราได้พบเจอสิ่ง ที่เคยทำให้เกิดความเคยชินนั้นอีก จิตของเราก็จะแสดงอาการ ไปตามเคยชินของมันทันที โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น และเราก็ไม่สามารถควบคุมมันได้อีกด้วย ยังไม่เท่านั้น ถ้าความเคยชินใดมีมาก การที่จะทำให้ความเคยชินนั้นหายไป หรือไม่เกิดขึ้นมาได้อีก ก็เป็นเรื่องยากมากตามไปด้วย เพราะมันฝังลึกลงไปถึงจิตใต้สำนึก จนกลายเป็นนิสัยที่แก้ได้ยากไปแล้ว

ความเคยชินนี้ก็มีทั้งดีและไม่ดี คือถ้าเป็นความเคยชินในการทำสิ่งที่ดี มันก็จะเป็นผลดีกับชีวิตของเรา อย่างเช่น เมื่อเราเคยระงับความรักหรือความโกรธได้บ่อยๆ เมื่อเราได้พบกับสิ่งที่มายั่วให้รักหรือให้โกรธ เราก็จะไม่เกิดความรักหรือความโกรธขึ้นมา หรืออย่างเช่น เมื่อเราเคยฝึกสมาธิบ่อยๆ เมื่อเวลาเราตั้งใจขึ้นมาเมื่อไร จิตของเราก็จะเกิดสมาธิขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย หรืออย่างเช่น เมื่อเราเคยพิจารณาให้เกิดปัญญาขึ้นมาบ่อยๆ เมื่อเวลาเรามีสติ ก็จะทำให้ปัญญาเกิดขึ้นมาทันทีอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

แต่ถ้าเป็นความเคยชินในการทำสิ่งที่ไม่ดี มันก็ย่อมที่จะเกิดผลเสียหรือผลร้ายกับชีวิตของเรา อย่างเช่น เมื่อเราเคยเกิดความโกรธบ่อยๆ เมื่อเวลาเราถูกคนหรือสิ่งใดมายั่วให้โกรธอีก ความโกรธก็จะพรุ่งออกมาทันทีอย่างรวดเร็วและรุนแรง ชนิดที่เราแทบไม่รู้ตัว แต่ถึงจะรู้ตัวเราก็หยุดความโกรธไม่ได้ และถ้าเราควบคุมความโกรธที่รุนแรงมากๆไม่ได้ ก็จะทำให้เราไปด่าหรือทำร้ายคนหรือสิ่งที่มายั่วให้เราเกิดความโกรธนั้นอีกด้วย หรืออย่างเช่น เมื่อเราเคยชอบหรือรักเพศตรงข้ามบ่อยๆ เมื่อเราได้เจอเพศตรงข้ามที่น่ารักอีก ความรักก็จะเกิดขึ้นมาทันทีอย่างรวดเร็วจนเราห้ามไม่อยู่

หรืออย่างเช่น เมื่อเราเคยเกิดอุปาทานว่านี่คือตัวเรา-ของเราบ่อยๆ เมื่อจิตได้พบสิ่งที่เคยทำให้เกิดอุปาทานนั้นอีก อุปาทานว่านี่คือตัวเรา-ของเรา ก็จะเกิดขึ้นมาทันทีอย่างรวดเร็วและรุนแรง ชนิดที่เราไม่สามารถห้ามหรือหยุดมันได้ หรืออย่างเช่น เมื่อเราเคยเกิดอวิชชาบ่อยๆ เมื่อจิตได้รับรู้สิ่งใดๆ อวิชชาก็จะเกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเราทันที โดยเราไม่สามารถหยุดมันได้ ทั้งๆที่เราก็รู้อยู่ว่าอวิชชาได้เกิดขึ้นมาแล้วในจิตของเรา เป็นต้น

ต้องรู้จักคำว่า “อวิชชา” ให้ถูกต้อง

ส่วนคำว่า อวิชชา นี้แปลว่า ไม่ใช่วิชชา ซึ่งคำว่า วิชชา หมายถึง ความรู้สูงสุดที่ดับทุกข์ได้ (ซึ่งความรู้สูงสุดนี้ก็คือ ปัญญา ที่เป็นความรู้และเข้าใจว่า ร่างกายและจิตใจนี้ ไม่ใช่ตัวเรา-ของเรา) ส่วนคำว่า วิชา จะหมายถึง ความรู้ ซึ่งเป็นความรู้ทั่วไปที่นำมาใช้ดับทุกข์ไม่ได้

ดังนั้นคำว่า อวิชชา จึงหมายถึง ความรู้ที่ทำให้เกิดความทุกข์ ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า ความรู้ที่ทำให้เกิดความทุกข์นั้นเป็น “ความรู้ที่ผิด” (คือถ้ารู้ถูกต้องมันก็ไม่เกิดความทุกข์) ซึ่งความรู้ผิดนี้ก็คือ ความรู้ที่ผิดหรือไม่ตรง ตามความเป็นจริงของธรรมชาติ

โดยความจริงของธรรมชาตินั้น ร่างกายและจิตใจ ของคนและสัตว์ทั้งหลายนี้ มันไม่ใช่ตัวตนของใครหรือของสิ่งใดจริงๆเลย (คือร่างกายและจิตใจมันเป็นอนัตตา ซึ่งเรื่องนี้เราจะได้ศึกษากันโดยละเอียดในหัวข้อต่อไปข้างหน้า) ดังนั้นก็แสดงว่าคำว่า อวิชชา จึงหมายถึง ความรู้ว่าร่างกายและจิตใจของเรานี้ เป็นตัวเรา-ของเราจริงๆ (คือเป็นความเข้าใจผิดว่าร่างกายและจิตใจของเรานี้เป็นอัตตา)

อวิชชาเกิดมาจากอะไร?

อวิชชานี้พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า อวิชชา (ความรู้ว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเรา-ของเรา) มันก็เกิดมาพร้อมกับจิตของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายตามธรรมชาติ คือเมื่อเกิดจิตขึ้นมาในร่างกายใด จิตมันก็จะเกิดความรู้สึกตัวว่า “นี่คือตนเอง” ขึ้นมาด้วยเล็กน้อยเสมอ ซึ่งความรู้สึกตัวว่า “จิตนี้คือตนเอง” เพียงเล็กน้อยนี้ ยังไม่เป็นปัญหา เพราะมันยังไม่ทำให้จิตที่รู้สึกตัวนั้น เกิดความทุกข์หรือความรู้สึกที่ทรมานมากขึ้นมาได้ ซึ่งความรู้สึกตัวว่า “จิตนี้คือตัวเอง” นี่เอง ที่ทำให้จิตเกิดความรู้และเข้าใจว่า “ร่างกายและจิตใจนี้คือตัวตน-ของตน (เมื่อเน้นมาดูที่จิตเราก็จะใช้คำว่า “ตัวเรา-ของเรา”)

อวิชชานี้มันก็คือ สัญชาติญาณ (สัญชาติญาณ ก็คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติโดยที่ไม่มีใครสอน อย่างเช่น สัตว์ที่พอเกิดขึ้นมา มันก็เดินได้เองโดยที่ไม่มีใครสอน เป็นต้น) ของจิตหรือของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายของโลก ที่ทำให้สิ่งที่มีชีวิตที่เกิดขึ้นมาแล้วจะรักตัวเอง เมื่อรักตัวเองมันก็จะพยายามเอาตัวรอด ซึ่งอวิชชา (หรือหรือความรู้ว่ามีตนเอง) นี้เอง ที่ทำให้เกิดสัญชาติญาณ หรือความรู้ย่อยๆตามมาอีก เช่น สัญชาติญาณในการกินอาหาร ในการหาอาหาร สัญชาติญาณในการหนีภัย สัญชาติญาณในการสืบพันธ์ สัญชาติญาณในการรักลูก เลี้ยงลูก เป็นต้น ถ้าสิ่งที่มีชีวิตใด ไม่มีอวิชชาหรือความรู้ว่ามีตนเอง สิ่งที่มีชีวิตนั้นก็จะไม่รักตัวเอง แล้วมันก็จะไม่พยายามเอาตัวรอด แล้วมันก็จะสูญพันธ์ไปจากโลกทันที

อวิชชาคือต้นเหตุของความทุกข์

อวิชชาหรือความรู้ผิดว่า “ร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเรา-ของเรา” นี้เอง ที่เป็นทั้งสิ่งที่ทำให้ทุกชีวิตเกิดขึ้นมาและดำรงอยู่ได้ ไม่สูญพันธ์ไปจากโลก รวมทั้งยังเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เรานี้เกิดความทุกข์แก่จิตใจอีกด้วย คือถ้าเป็นสิ่งที่มีชีวิต ที่มีสมองไม่พัฒนามาก (คือพวก สัตว์เดรัจฉาน และพืช ที่มีความจำได้ไม่มาก และคิดได้ไม่ละเอียดลึกซึ้ง) มันก็เพียงทำอะไรๆไปตามสัญชาติญาณของมันเท่านั้น คือแค่เพียงเอาตัวรอด หรือไม่ให้ร่างกายเจ็บปวดหรือทรมานเท่านั้น

ส่วนความคิดเรื่องความอยากได้ หรือไม่อยากได้ ที่เกินความจำเป็น หรือความคิดเรื่องความสวยความงาม หรือความแก่ ความตาย ความพลัดพราก หรือความผิดหวัง เป็นต้นนั้น มันจะมีน้อย ดังนั้นแม้สัตว์และพืชมันจะต้องพบกับความอดอยาก หรือความทรมานของร่างกาย หรือความพลัดพราก เป็นต้น ตามธรรมชาติเหมือนคนเรา มันก็ไม่มีความทุกข์มากเหมือนคนเรา เพราะมันคิดให้เป็นทุกข์มากไม่เป็นเหมือนคนเรา

การที่มนุษย์เรานี้เกิดความทุกข์ใจขึ้นมานั้น ก็เป็นเพราะสมองของมนุษย์เอง ที่มีการพัฒนามากเกินไป คือทำให้จำสิ่งต่างๆที่รับรู้ได้มาก และมีความคิดที่ละเอียดลึกซึ้งได้มาก ดังนั้นจิตของมนุษย์จึงได้นำเอาอวิชชา หรือความรู้ว่ามีตนเองนี้มาปรุงแต่ง (คือการกระทำโดยอัตโนมัติตามความเคยชิน)  ให้มันมีความเข้มข้นขึ้นมากกว่าสัตว์และพืช จนกลายเป็นความยึดถือด้วยความอยากได้ หรือไม่อยากได้ (ซึ่งนี่ก็คืออาการของกิเลสหรือตัณหา) เพื่อตนเองขึ้นมา

เมื่อจิตโง่นี้อยากได้สิ่งใด แล้วได้สิ่งนั้นตามที่อยากได้ จิตโง่นี้ก็จะเกิดความรู้สึกหนัก เหนื่อย ขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็คืออาการของความทุกข์ซ่อนเร้น แต่เมื่อใดที่จิตโง่นี้อยากได้สิ่งใด แล้วไม่ได้สิ่งนั้นตามที่อยากจะได้ หรือต้องพลัดพรากหรือสูญเสียสิ่งรักไป จิตโง่นี้ก็จะเกิดความเศร้าโศก หรือเสียใจอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็คืออาการของความทุกข์เปิดเผยนั่นเอง

ต้องรู้จักกิเลสตัณหาด้วย

สาเหตุใกล้ชิดที่ทำให้เกิดอุปาทานหรือความยึดถือว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเรา-ของเราขึ้นมานั้นคือ กิเลสหรือตัณหา ซึ่ง กิเลส แปลว่า สิ่งทำให้จิตสกปรก โดยอาการของกิเลสนั้นเรียกว่า ตัณหา ที่แปลว่า ความอยากด้วยความโง่ หรือ ความอยากด้วยอวิชชา โดยกิเลสก็มีอาการแสดงออกมา ๓ อย่างคือ

๑. เอาเข้ามาหาตัว คือเป็นความอยากเอาเข้ามายังตัวเอง ซึ่งก็ได้แก่ ความรัก ความชอบ ความพอใจ หรือ ความยินดี เป็นต้น หรือถ้าเรียกเป็นตัณหาก็เรียกว่า ความอยากได้  อยากมี อยากเป็น ซึ่งจัดเป็นกิเลสประเภทบวก ที่ทำให้เกิดความทุกข์ซ่อนเร้น

๒. ผลักออกไปจากตัว คือเป็นความอยากหนีหรืออยากทำลาย ซึ่งก็ได้แก่ ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว หรือความไม่พอใจ ความยินร้าย เป็นต้น หรือถ้าเรียกเป็นตัณหาก็เรียกว่า ความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ซึ่งจัดเป็นกิเลสประเภทลบ ที่ทำให้เกิดความทุกข์เปิดเผย

๓. ลังเลไม่แน่ใจ คือเป็นอาการที่ไม่ใช่ทั้งบวกและลบ คือเป็นแค่ความงงๆ หรือเซ่อ  หรือลังเลใจ ไม่แน่ใจ ตัดสินใจไม่ได้ ซึ่งจัดเป็นกิเลสประเภทกลางๆ ที่ยังไม่ทำให้เกิดความทุกข์ที่รุนแรง (เป็นแค่นิวรณ์)

สรุปได้ว่า ต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหลายของคนเรานี้ก็คือ “ความเคยชินของอวิชชา” นี่เอง คือเมื่ออวิชชา (หรือความรู้ว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเรา-ของเรา) นี้เกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเราตามความเคยชินเมื่อใด ก็จะทำให้จิตของเรากลายเป็นจิตโง่ขึ้นมาทันที ซึ่งจิตโง่นี้ก็จะเกิดการปรุงแต่งโดยอัตโนมัติ ให้เกิดกิเลสหรืออตัณหา (คือความอยากเพื่อตัวเอง) ขึ้นมาทันที แล้วกิเลสตัณหานี้ ก็จะทำให้เกิดอุปาทาน หรือความยึดถือว่าร่างกายและจิตใจ รวมทั้งสิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างกายทั้งหลายนี้ ว่าเป็น “ตัวเรา-ของเรา” ขึ้นมาทันที และเมื่อจิตโง่นี้ไปแบกเอาสิ่งที่หนักของธรรมชาติไว้ จิตโง่นี้จึงเกิดความรู้สึกหนัก หรือทรมานอย่างมากขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็คือการเกิดขึ้นของความทุกข์ของจิตมนุษย์ทุกคน  

ต้องรู้จักนิวรณ์ด้วย

ถ้าในช่วงที่กิเลสตัณหา ยังไม่เกิดขึ้นมาทำให้จิตเกิดความทุกข์ที่รุนแรง ซึ่งถ้าในช่วงนั้น จิตของเราไม่มีสมาธิและปัญญา มันก็จะมีกิเลสอ่อนๆ ที่เรียกว่า นิวรณ์ ทีหมายถึง สิ่งปิดกั้นจิต เกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเราแทนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาการของนิวรณ์นั้นแยกได้ ๕ อาการ อันได้แก่

๑.  ความพึงพอใจเล็กๆน้อยๆในเรื่องกามารมณ์

๒. ความคิดอาฆาตพยาบาท

๓. ความคิดฟุ้งซ่าน หรือความตื่นเต้น จนน่ารำคาญใจ

๔. ความหดหู่เซื่องซึม

๕. ความคิดลังเลสงสัยในสิ่งที่เชื่อถืออยู่ ว่ามีจริงหรือไม่ หรือถูกต้องหรือไม่

นิวรณ์นี้จัดเป็นความชั่วร้ายอันดับแรก ที่ครอบงำจิตของเราอยู่ตลอดเวลา คือขณะที่จิตของเราไม่มีสมาธิและปัญญา แต่ก็ยังไม่มีกิเลสตัณหาและความทุกข์ที่รุนแรงเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสให้อวิชชาเกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเรา แล้วอวิชชาก็ปรุงแต่งให้จิตของเราเกิดอาการของความทุกข์อ่อนๆ ซึ่งเป็นอาการความรำคาญใจ อึดอัดใจ หรือไม่สบายใจเล็กๆน้อย เกิดขึ้นมารบกวนจิตของเราอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ทำให้จิตของเราไม่มีสมาธิ และปัญญาก็ไม่เกิด

ที่สำคัญนิวรณ์นี้เป็นอาหารของอวิชชา คือมันทำให้อวิชชาเกิดขึ้นมาอยู่เสมอ แล้วก็ทำให้จิตเกิดความเคยชินของอวิชชา มาสั่งสมไว้ในจิตใต้สำนึกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าเรามีอายุมาก และไม่มีการปฏิบัติเพื่อกำจัดความเคยชินของอวิชชาบ้าง ความเคยชินของอวิชชานี้ก็จะมีมาก และเมื่อมีสิ่งภายนอกมากระตุ้นให้เกิดกิเลสตัณหา จิตของเราก็จะเกิดกิเลสตัณหา และอุปาทานพร้อมความทุกข์ขึ้นมาทันที อย่างง่ายดายและรุนแรง จนเราไม่สามารถควบคุมมันได้

อีกทั้งเมื่อความเคยชินของอวิชชานี้มีมาก ก็จะทำให้ทำลายหรือทำให้ความเคยชินของอวิชชานี้ หมดสิ้นไปได้ยากอีกด้วย ซึ่งนี่คือความชั่วร้ายของนิวรณ์ ที่แม้จะไม่ให้ผลรุนแรงในทันที แต่มันกลับเป็นอาหารให้แก่อวิชชา และกิเลสพร้อมความทุกข์ ที่จะเกิดขึ้นมาในอนาคตอย่างรุนแรงได้ แล้วก็ทำให้ชีวิตของเรา ต้องจมติดอยู่กับความทุกข์ไปจนตลอดชีวิต

เมื่อปล่อยวางก็จะไม่ทุกข์

เมื่อร่างกายของเรากำลังมีความยากลำบาก เช่น เหนื่อย หนัก  หรือเมื่อร่างกายของเรามีสภาพที่ไม่น่ารัก เช่น แก่ชรา หรือพิการ หรือไม่งดงาม หรือเมื่อร่างกายของเรากำลังเกิดความรู้สึกที่ทรมาน เช่น เจ็บ ปวด หิว กระหาย หนาว ร้อน เป็นต้น หรือเมื่อร่างกายของเรากำลังป่วยไข้ หรือกำลังจะตาย แต่ถ้าขณะนี้จิตของเรามี สติปัญญาและสมาธิ อยู่พร้อม จิตก็จะไม่เกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่กำลังมีสภาพที่ไม่น่ายินดีเช่นนี้ เมื่อจิตปล่อยวาง ความยึดถือว่ามีตัวเราลง ความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น หรือถ้าความทุกข์กำลังเกิดอยู่ ก็จะดับหายไป (แม้ชั่วคราว)

เมื่อสิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างกายของเรา เช่น สามีหรือภรรยา ลูก พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ เพื่อน คนรู้จัก รวมทั้งทรัพย์สมบัติ สิ่งของต่างๆ และเกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นต้น ต้องพลัดจากเราไป แต่ถ้าขณะนี้จิตของเรามี สติปัญญาและสมาธิ อยู่พร้อม จิตก็จะไม่เกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่กำลังเป็นผู้พลัดพราก จึงทำให้จิตที่มีสติปัญญาและสมาธินี้ ไม่มีความทุกข์ หรือถ้าความทุกข์กำลังเกิดอยู่ ก็จะดับหายไป (แม้ชั่วคราว)

เมื่อชีวิต (คือร่างกายกับจิตใจ) ต้องประสบกับบุคคล หรือสิ่งหรือสภาพที่น่าเกลียดน่ากลัวหรือไม่น่ารักอยู่ แต่ถ้าขณะนี้จิตของเรามี สติปัญญาและสมาธิอยู่พร้อม จิตก็จะไม่เกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่กำลังเป็นผู้ที่ต้องประสบกับสิ่งที่ไม่น่ายินดีเช่นนี้ จึงทำให้จิตที่มีสติปัญญาและสมาธินี้ ไม่มีความทุกข์

เมื่อชีวิตมีความหวังหรืออยากจะได้สิ่งใด แล้วไม่ได้สิ่งนั้นตามที่อยากจะได้ (คือผิดหวัง) แต่ถ้าขณะนี้จิตของเรามี สติปัญญาและสมาธิอยู่พร้อม จิตก็จะไม่เกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่เป็นผู้ที่กำลังผิดหวัง จึงทำให้จิตที่มีสติปัญญาและสมาธินี้ ไม่มีความทุกข์

สุดท้ายเมื่อชีวิตกำลังจะตายไปตามธรรมชาติ แต่ถ้าขณะนี้จิตของเรามี สติปัญญาและสมาธิอยู่พร้อม จิตก็จะไม่เกิดความยึดถือ ว่ามีตัวเราที่กำลังจะตาย จึงทำให้จิตที่มีสติปัญญาและสมาธินี้ ไม่มีความทุกข์

สรุปได้ว่า ถ้าจิตนี้โง่ (คือถูกอวิชชาครอบงำ) แล้วเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมาเมื่อใด จิตโง่นี้ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที แต่ถ้าจิตนี้ มีสติปัญญาและสมาธิ อยู่พร้อมเมื่อใด จิตนี้ก็จะกลายเป็นจิตที่เฉลียวฉลาด ที่ปล่อยวางความยึดถือว่ามีตัวเราลงได้ แล้วจิตที่เฉลียวฉลาดนี้ ก็จะไม่มีความทุกข์ใดๆ

เมื่อจิตมีมีความทุกข์ มันก็นิพพาน

เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิมของมัน คือสงบ (ไม่ดิ้นรน) เย็น (ไม่เร่าร้อน) สดชื่น (อิ่มเอม) แจ่มใส (ไม่ขุ่นมัว) เบา (ไม่หนัก) สบาย (ไม่รู้สึกว่าทนได้ยาก) ซึ่งอาการนี้เรียกว่า นิพพาน ที่แปลว่า เย็น คือจิตสงบเย็น เพราะไม่มีความทุกข์ใดๆ

เราต้องระวังอย่าเข้าใจผิดว่า นิพพานคือความสุข เพราะความสุขจะทำให้จิตเร่าร้อนด้วยความอยากได้ในความสุขนั้นอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งยังทำให้จิตอยากได้ความสุขให้มากขึ้นด้วย ซึ่งความอยากนั่นเอง ที่เป็นกิเลสหรือตัณหา ที่ทำให้จิตเกิดความยึดถือ (อุปาทาน) ขึ้นมา แล้วก็ทำให้จิตเกิดความทุกข์ซ่อนเร้นขึ้นมาด้วย จึงทำให้จิตไม่สงบเย็นหรือนิพพานจริง

นิพพานหรือความสงบเย็นของจิต จากการที่จิตไม่มีความทุกข์นี้ ก็มี ๒ ระดับ คือ นิพพานพื้นฐาน กับ นิพพานสูงสุด ซึ่งนิพพานพื้นฐานก็คือ ความสงบเย็นของจิตเราตามปกติ ที่เราก็มีกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวันขณะที่จิตของเรา ยังไม่เกิดความทุกข์ที่รุนแรงขึ้นมา คือถ้าจิตเกิดความทุกข์ขึ้นมา มันก็จะเกิดความเครียด ความเศร้าโศก ความเสียใจ ความหนัก ความเหนื่อยใจหรือความเครียด ที่รุนแรงขึ้นมา

ตามปกติในชีวิตประจำวันของเรานั้น ความทุกข์ที่รุนแรงจากกิเลสจะไม่ค่อยมี คือความทุกข์ที่รุนแรงจะมีก็ต่อ เมื่อมีสิ่งภายนอกที่รุนแรงมากระตุ้นให้เกิดกิเลส ซึ่งช่วงเวลาที่กิเลสยังไม่เกิดขึ้นมานั้น ถ้าจิตของเราไม่มีปัญญาและสมาธิ ก็จะเป็นโอกาสให้ “นิวรณ์” เกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเราแทน

เมื่อจิตของเราถูกนิวรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเรา มันก็จะทำให้จิตของเราเกิดความรู้สึกอึดอัดใจ หรือไม่สบายใจ หรือรำคาญใจ หรือไม่สดชื่น ไม่ปลอดโปร่งแจ่มใส ไม่เป็นปกติสุข รบกวนจิตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันก็จะทำให้จิตของเรา ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา และยังทำให้จิตของเราไม่สงบเย็นอย่างเต็มที่หรือสูงสุดได้ คือมันก็ยังมีความสงบเย็นอยู่บ้าง ที่เรียกว่า นิพพานพื้นฐาน หรือนิพพานขั้นต้น  คือเป็นแค่เพียง ความเบาใจ หรืออุ่นใจ หรือสบายใจ ที่เกิดจากการที่เราไม่ทำความผิดหรือชั่วเอาไว้ก่อน และทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมไว้อยู่เสมอ จึงทำให้ไม่มีปัญหาหรือความเดือดร้อนใดๆในชีวิต

นิพพานพื้นฐานนี้เอง ที่ได้ช่วยหล่อเลี้ยงจิตของเราเอาไว้ ไม่ให้เป็นบ้าตายเพราะถูกกิเลสตัณหาแผดเผาให้เกิดความทุกข์อยู่ตลอดทั้งวัน ดังนั้นเราจึงควรรู้จักบุญคุณของนิพพานนี้ จะได้ไม่เนรคุณนิพพานนี้ ด้วยการเกลียดกลัวความสงบ แล้ววิ่งไปหาความสนุกสนานเฮฮา จนเกิดปัญหา และความเดือดร้อนตามมามากมายในภายหลัง อย่างที่กำลังเป็นกันอยู่

นิพพานสูงสุดคือจุดหมายสูงสุดของพุทธศาสนา

 ส่วนนิพพานสูงสุดก็คือ จิตที่สงบเย็นอย่างสูงสุด ที่เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติปัญญากับสมาธิ (โดยมีศีลเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว) จนทำให้อวิชชาและอุปาทานดับหายไปอย่างสนิท (แม้เพียงชั่วคราว) จึงทำให้ความทุกข์ดับหายไปอย่างหมดจดหรือสิ้นเชิง จึงทำให้จิตนิพพานอย่างสูงสุด หรือสงบเย็นอย่างสูงสุดได้

นิพพานสูงสุดนี้ ก็ยังมีทั้งอย่างชั่วคราวและถาวรอีก คือถ้าเราสามารถปฏิบัติให้ปัญญากับสมาธิเกิดขึ้นมาได้อย่างถูกต้องครบถ้วนเมื่อใด ก็จะทำให้อวิชชาและกิเลสตัณหาดับหายไปได้ในขณะนั้น แล้วก็ทำให้ความทุกข์ดับหายตามไปด้วย แต่ถ้าความเคยชินของอวิชชาและกิเลสตัณหา ยังคงมีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา ดังนั้นถ้าเราเผลอสติ จนทำให้ปัญญาหายไป หรือสมาธิหายไปเมื่อใด ก็จะทำให้กิเลสหรือนิวรณ์ เกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเราได้อีกเรื่อยไป

จนกว่าเราจะสามารถปฏิบัติ ให้เกิดปัญญาและสมาธิได้อย่างต่อเนื่องนานๆ (คือจะนานเป็นกี่วันหรือกี่เดือนหรือกี่ปีนั้น เอาแน่ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจิตของใครมีความเคยชินของอวิชชาและกิเลสตัณหาสะสมไว้มากน้อยเท่าไร) จนทำให้ความเคยชินของอวิชชาและกิเลสตัณหา หมดความเคยชินไปจากจิตใต้สำนึก แล้วเกิดความเคยชินของปัญญาและสมาธิขึ้นมาแทน ก็จะทำให้ความทุกข์ไม่กลับมาเกิดได้อีกอย่างถาวร ซึ่งก็จะทำให้นิพพานสูงสุดปรากฏแก่จิตนี้ได้อย่างถาวร หรือตลอดชีวิต ซึ่งนิพพานสูงสุดและถาวรนี่เอง ที่เป็นจุดหมายสูงสุดของพุทธศาสนา

อริยมรรคคือหนทางสู่ความพ้นทุกข์

คำว่า มรรค แปลว่า หนทาง คือหมายถึง หนทางสู่ความพ้นทุกข์ ซึ่งบางทีก็เรียกว่า อริยมรรค ที่หมายถึง หนทางอันประเสริฐ ซึ่งสรุปแล้วมรรค หรืออริยมรรคนี้ก็คือ วิธีการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ หรือเรียกง่ายๆว่า “วิธีการดับทุกข์” (คำว่า “ดับทุกข์” นี้  ไม่ได้หมายถึงว่าต้องให้ความทุกข์มันเกิดขึ้นมาก่อน แล้วจึงค่อยไปดับมัน แต่มันหมายรวมถึงว่า เป็นการป้องไม่ให้ความทุกข์เกิดขึ้นมาอีก หรือเป็นการทำลายต้นเหตุของความทุกข์ เพื่อที่ความทุกข์จะได้ไม่กลับมาเกิดอีกอย่างถาวร)

มรรคนี้เป็นหนทางเดียว หรือวิธีการเดียว แต่มีองค์ประกอบโดยละเอียดอยู่ถึง ๘ องค์ประกอบ แต่เมื่อสรุปองค์ประกอบทั้ง ๘ ลงแล้ว ก็จะได้เป็นหลักปฏิบัติ ๓ อย่าง อันได้แก่ ปัญญา ศีล สมาธิ โดยการปฏิบัติจริงๆนั้น เราจะต้องปฏิบัติให้เกิดปัญญา ศีล และสมาธิพร้อมกัน จึงจะเกิดพลังหรืออำนาจ มาทำให้ความทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่ ดับลงได้ (แม้เพียงชั่วคราว)

อีกทั้งปัญญากับสมาธิที่เกิดขึ้น ก็จะไปสร้างความเคยชินให้กับจิตใต้สำนึกอีกด้วย ซึ่งเมื่อเราสามารถปฏิบัติมรรคได้อย่างต่อเนื่องนานๆ ก็จะทำให้ความเคยชินของอวิชชาและกิเลสขาดอาหาร (คือขาดความเคยชินเพิ่ม) แล้วมันก็จะค่อยๆตายหรือหมดความเคยชินไปเอง

ธรรมชาติของจิตมนุษย์นั้น เราไม่สามารถเปลี่ยนความเคยชินได้ แต่เราทำให้มันหายไปของมันเองได้ ด้วยการทำให้มันขาดความเคยชินเพิ่ม แล้วมันก็จะค่อยๆหายไปเอง ซึ่งนี่เองที่ต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างมากในการปฏิบัติ ดังนั้น “การทำบุญมากๆ หรือการอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ที่เราเชื่อว่ามีจริง) ให้มาช่วย หรือให้ใครๆมาช่วย หรือเชื่อว่าเพียงแค่การฝึกสมาธิอย่างหนักเท่านั้น ก็จะช่วยดับทุกข์ได้แล้วโดยไม่ต้องใช้ปัญญามาช่วย” จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ความทุกข์ดับลงอย่างถาวรได้ ต้องใช้ความเพียรในการปฏิบัติปัญญา ศีล สมาธิด้วยตัวของเราเองเท่านั้น จึงจะทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างถาวร


หน้าต่อไป






Free Web Hosting